วันพฤหัสบดีที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2555
ปัญหาข้อขัดข้องของกระปุกเกียร์
ปัญหาข้อขัดข้องของกระปุกเกียร์
เมื่อเกิดปัญหาข้อขัดข้องกับกระปุกเกียร์รถยนต์แบบธรรมดา อันดับแรกจะต้องตรวจหาอาการและตำแหน่งที่เป้นสาเหตุของปัญหาก่อน ถ้าอาการที่แสดงออกไม่เด่นชัดอาจทำให้การแก้ไขปัญหาไม่ถูกต้อง ด้วยเหตุนี้จึงจำเป็นที่จะต้องวินิจฉัยปัญหา สาเหตุและทำการตรวจสอบชิ้นส่วนที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับปัญหาที่เกิดขึ้นกับกระปุกเกีย ซึ่งอาจมีสาเหตุดังต่อไปนี้
1.ขณะเปลี่ยนเกียร์ เกียร์จะมีเสียงดัง มีสาเหตุมาจาก
- มีข้อบกพร่องมาจากคลัตช์ เช่น คลัตช์ไม่จากออกขณะเข้าเกียร์ ดังนั้นจึงควรตรวจสอบและแก้ไขปัญหาข้อขัดข้องจากคลัตช์โดยตรง
- ตรวจสอบร่องเล็กๆในเฟืองทองเหลืองของกลไกซิงโครเมต เมื่อร่องเล็กๆเหล่านี้สึก การสัมผัสระหว่างเฟืองทองเหลืองกับเฟืองเกียร์เกิดลื่นไถล มีแรงฝืดน้อย ทำให้การปรับความเร็วของเกียร์ด้อยลง
- ระยะช่องว่างระหว่างเฟืองทองเหลืองกับเฟืองเกียร์ เมื่อดันเฟืองทองเหลืองให้แนบกับส่วนกรวยของเฟืองเกียร์และใช้ฟิลเลอร์เกจวัดระยะช่องว่าง ถ้ามีการสึกหรอ ระยะช่องว่างจะมีค่าน้อยลง ซึ่งจากการสึกหรอที่เกิดขึ้นจะเป็นสาเหตุของการปรับรอบความเร็วของปลอกดุมกับเฟืองเกียร์เป็นไปได้ยาก ทำให้เกิดเสียงดัง
- อีกสาเหตุหนึ่งก็คือ ตัวหนอนของชุดเฟืองซิงโครไนซ์โดยเฉพาะส่วนยอดนูนซึ่งมีการสึกหรอมาก ทำให้เฟืองทองเหลืองถูกดันน้อยลง เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดเสียงดังในขณะที่เปลี่ยนเกียร์
2.เปลี่ยนเกียร์ยาก มีวิธีการตรวจสอบดังนี้
- ปัญหาส่วนใหญ่ของการเข้าเกียร์ยากมักเกิดจากก้านต่อควบคุมกระปุกเกียร์ซึ่งมีความซับซ้อนมากกว่าแบบควบคุมโดยตรง ทั้งนี้เนื่องมาจากบูชต่างๆสึกหรอ
- ปัญหาเกิดจากการทำงานของคลัตช์
- ตรวจสอบชิ้นส่วนกระปุกเกียร์ เช่น การสึกหรอของร่องเฟืองทองเหลือง การสึกหรอของตัวหนอน สปริงตัวหนอน และกลไกล็อคเกียร์
3.เกียร์หลุด มีวิธีตรวจสอบดังต่อไปนี้
- ให้ตรวจสอบระยะห่างด้านข้างของแต่ละเฟืองเกียร์ ถ้ามีการสึกหรอมากจะทำให้ความสัมพันธ์ของตำแหน่งระหว่างเฟืองเกียรืและปลอกดุมลดลงเป็นสาเหตุให้เกียร์หลุดออกจากการขบกันได้ง่าย
- ตรวจความแข็งของสปริงและลูกปืนล็อคเกียร์ได้จากความรู้สึกในการเปลี่ยนเกียร์ของผู้ขับขี่ ซึ่งมันจะเกิดแรงต้านเมื่อลูกปืนล็อคถูกกดลงในร่องของเพลาก้ามปูด้วยสปริง แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าสปริงมีความแข็งมากเกินไป มันจะช่วยป้องกันเกียร์หลุดได้ดี แต่ทำให้ผู้ขับขี่รถจะต้องใช้แรงพยายามที่จะดันคันเกียร์มากขึ้น ในทางตรงกันข้าม ถ้าความแข็งของสปริงมีน้อยเกินไป การเปลี่ยนเกียร์ก็สามารถทำได้โดยง่าย แต่เฟืองเกียร์ที่ขบกันอาจจะหลุดจากกันได้ง่ายเช่นกัน
- ตรวจสอบการสึกหรอร่องหางเหยี่ยวของปลอกดุม ถ้าเกิดการสึกหรอ ก็อาจจะเป็นสาเหตุให้เกียร์หลุดได้ง่าย
4.เกิดเสียงดังในกระปุกเกียร์ สาเหตุอาจเกิดจาก
- ความบิดเบี้ยวของเพลา
- ช่องว่างน้ำมันระหว่างบูชและเพลา
- ช่องว่างระหว่างปลอกดุมและก้ามปูเกียร์ เป็นต้น
การถอดและประกอบกระปุกเกียร์ธรรมดาแบบใช้กับรถยนต์ขับเคลื่อนล้อหน้า
การถอด - ประกอบและตรวจสอบมีจุดประสงค์เพื่อศึกษาให้เข้าใจถึงความสัมพันธ์ของส่วนประกอบและการทำงานของกระปุกเกียร์แบบใช้กับรถยนต์ขับเคลื่อนล้อหน้า ซึ่งก็ช่วยให้เกิดความชำนาญในการตรวจสอบชิ้นส่วนและศึกษาวิธีการตรวจสอบอย่างระมัดระวังเกี่ยวกับสภาพการทำงานของชิ้นส่วนที่หมุนเคลื่อนที่และชิ้นส่วนที่ต้องหล่อลื่นในขณะที่ถอดแยกชิ้นส่วนของกระปุกเกียร์ธรรมดาแบบใช้กับรถยนต์ขับเคลื่อนล้อหน้า
1.การถอดแยกชิ้นส่วนย่อยของกระปุกเกียร์ มีลำดับขั้นตอนดังต่อไปนี้
- ถอดก้ามปูกดคลัตช์และลูกปืน
- ถอดเซนเซอร์วัดความเร็วรถยนต์
- ถอดสวิตช์ไฟถอยหลัง
- ถอดกระเดื่องคันเกียร์
- ถอดแผงยึดสายควบคุมเกียร์
- ใช้ประแจหัวจีบถอดสกรูหัวจีบ 3 ตัว
- คลายโบลด์ยึดฝาครอบเรือนเกียร์
-ใช้ค้อนและแท่งทองเหลืองเคาะเบาๆที่ฝาครอบส่วนที่ยื่นของเรือนเกียร์ออกจากตัวเรือน
- คลายโบลด์ยึดชุดเพลาคันเลื่อนและเลือกตำแหน่งเกียร์
- คลายนอตล็อคเข้าตำแหน่งเกียร์พร้อมกันและใช้ค้อนกับสกัด สกัดส่วนที่ย้ำของนอตออก
- ถอดนอตล็อคและเข้าตำแหน่งเกียร์
- คลายโบลด์ล็อคก้ามปูเปลี่ยนเกียร์ตัวที่ 3 และถอดปลอกเลื่อนและก้ามปุเปลี่ยนเกียร์ตัวที่ 3
- ใช้ไดอัลเกจวัดระยะกันรุนเฟืองเกียร์ 5 ( ระยะช่องว่างมาตรฐาน 0.10 ถึง 0.57 มิลลิเมตร)
- ใช้ไดอัลเกจวัดระยะช่องว่างน้ำมัน ( ระยะช่องว่างมาตรฐาน 0.015 ถึง 0.058 มิลลิเมตร)
- ใช้ค้อนตอกไขควง 2 ตัว ตอกแหวนล็อคออก
- ใช้ไขควงถอดสปริงล็อคลิ่มและถอดเฟืองดุมคลัตช์ตัวที่ 3 เฟืองทองเหลือง เฟืองเกียร์ 5 และลูกปืนเข็ม
- คลายนอตล็อคและถอดฝาครอบลูกปืนตัวหลัง
- ใช้คีมถ่างแหวนและถอดแหวนล็อค 2 ตัว(ถ้าแหวนล็อคถอดออกยาก ให้ดึงเพลาขึ้น )
- คลายโบลด์ล็อคเพลาเฟืองสะพานเกียร์ถอยหลัง
- ใช้ค้อนและไขควง 2 ตัวตอกแหวนล็อคออก
- ใช้ประแจหกเหลี่ยมขันปลั๊ก 3 ตัวและใช้ไขควงแม่เหล็กถอดสปริง บ่ารองสปริง และลูกปืนออก
- คลายโบลด์ด้านเรือนเกียร์และด้านชุดเฟืองท้าย
- ใช้ค้อนพลาสติกเคาะๆ เพื่อถอดเรือนเกียร์ออกจากเรือนเฟืองท้าย
- ถอดเฟืองสะพานเกียร์ถอยหลัง แหวนกันรุนและเพลาออก
- คลายโบลด์ยึดแผ่นขาเลื่อนเกียร์ถอยหลัง 2 ตัวและถอดแผงออก
- ใช้ค้อนและไขควง 2 ตัวตอกแหวนล็อค 3 ตัวออก
- คลายโบลด์ 3 ตัวออก
- ดึงเพลาก้ามปูเปลี่ยนเกียร์ตัวที่ 3 ต่อจากนั้นให้ถอดเพลาก้ามปูตัวที่ 2 และหัวเลือกตำแหน่งเกียร์
- ใช้ไขควงแม่เหล็กดูดลูกปืน 2 ลูกออกจากก้ามปูเปลี่ยนเกียร์ถอยหลัง
- ถอดเพลาก้ามปูเปลี่ยนเกียร์ตัวที่ 3 และก้ามปูเปลี่ยนเกียร์ถอยหลังออก
- ดึงเพลาก้ามปูเปลี่ยนเกียร์ตัวที่ 1 ออก
- ถอดก้ามปูเปลี่ยนเกียร์ตัวที่ 1 และ 2 ออก
- ถอดชุดเพลาส่งกำลังและเพลารับกำลังออกจากเรือนกระปุกเกียร์พร้อมกัน
- ถอดชุดเฟืองท้ายออก
- ถอดแม่เหล็กออกจากเรือนชุดเฟืองท้าย
2.การตรวจสอบเฟืองทองเหลืองและช่องว่างระหว่างก้ามปูเปลี่ยนเกีร์กับปลอกดุมคลัตช์ของเฟืองเกียร์ 5
ภายหลังจากถอดชิ้นส่วนประกอบของกระปุกเกียร์ ควรตรวจสอบการสึกหรอของเฟืองทองเหลืองและช่องว่างระหว่างก้ามปูเปลี่ยนเกียร์กับปลอกดุมคลัตช์อย่างระมัดระวังด้วยเครื่องมือวัดละเอียด ซึ่งมีขั้นตอนดังต่อไปนี้
- ตรวจดูการสึกหรอและแรงเบรกของเฟืองทองเหลือง โดยหมุนเฟืองไปพร้อมกับการกดเฟืองไปในทิศทางเดียวเพื่อตรวจดูการล้อคของเฟืองทองเหลือง ( ถ้าแรงเบรกไม่พอ ให้บดเฟืองทองเหลืองกับกรวยเฟืองเกียร์ )
- ใช้ฟิลเลอร์เกจวัดระยะช่องว่างระหว่างเฟืองทองเหลืองกับปลายเฟืองเกียร์ (ค่าระยะช่องว่างต่ำสุด 0.6 มิลลิเมตร )
- ใช้ฟิลเลอร์เกจวัดระยะช่องว่างของปลอกดุมคลัตช์กับก้ามปูเปลี่ยนกียร์ (ระยะช่องว่างสูงสุด 1.00 มิลลิเมตร) ถ้าระยะช่องว่างสูงกว่าค่าที่กำหนด ให้เปลี่ยนก้ามปูเปลี่ยนเกียร์หรือปลอกดุมคลัตช์
3.การเปลี่ยนลูกปืน ซีล และสลักป้องกันการเข้าเกียร์ถอยหลังของกระปุกเกียร์ธรรมดาแบบใช้กับรถยนต์ขับเคลื่อนล้อหน้า สามารถทำได้เมื่อทำการตรวจซ่อมกระปุกเกียร์ครั้งใหญ่ ( ovarhaul )มรขั้นตอนในการปฏิบัติดังต่อไปนี้
- ถอดแผงรับน้ำมันที่เรือนกระปุกเกียร์ด้านชุดเฟืองท้าย
- ใช้เครื่องมือถอดลูกปืนเพลารับกำลังออก
- เปลี่ยนลูกปืนใหม่และใช้เครื่องกดไฮดรอลิกประกอบลูกปืน
- คลายโบลด์และแผ่นล็อคลูกปืนเพลาส่งกำลังตัวหน้า
- ใช้เครื่องมือดูดลูกปืนและถอดฝาครอบหน้าเพลาส่งกำลังออก
- ประกอบฝาครอบหน้าเพลาส่งกำลังโดยให้ส่วนเว้าของฝาครอบตรงกับส่วยเว้าของเรือนกระปุกเกียร์
- ใช้ไฮดรอลิกประกอบลูกปืนใหม่
- ประกอบแผ่นล็อคลูกปืนและขันโบลด์ให้แน่น
- ใช้ไขควงงัดซีลน้ำมันเพลาของเพลารับกำลังหน้าออก
- ถ้าต้องการเปลี่ยนสลักป้องกันการเข้าเกียร์ถอยหลัง ให้ถอดปลั๊กสกรูปิด
- ใช้ค้อนและเหล็กส่งสลักตอกสลักล็อคออก
- เปลี่ยนสลักป้องกันการเข้าเกียร์ถอยหลังออก
- ใช้ค้อนและเหล็กส่งสลักตอกสลักล็อคเข้า
- ทาปะเก็นเหลวที่เกลียวปลั๊กและใช้เครื่องมือประกอบปลั๊กสกรู
- ประกอบและขันโบลด์ยึดแผงรับน้ำมันเรือนชุดเฟืองท้าย
4.การถอดแยกเพลารับกำลัง ชิ้นส่วนประกอบของเพลารับกำลังจะกระทำได้เมื่อได้ถอดแยกกระปุกเกียร์แล้ว ซึ่งมีลำดับขั้นตอนในการปฏิบัติดังต่อไปนี้
- ใช้ฟิลเลอร์เกจวัดระยะรุนของเฟืองเกียร์ 3 (ค่าระยะรุนมาตรฐานของเฟืองเกียร์ 3 ประมาณ 0.10 ถึง 0.35 มิลลิเมตร
- ใช้ฟิลเลอร์เกจวัดระยะรุนของเฟืองเกียร์ 4 (ค่าระยะรุนมาตรฐานของเฟืองเกียร์ 4 ประมาณ0.10 ถึง 0.55 มิลลิเมตร )
- ใช้ไดอัลเกจวัดระยะช่องว่างน้ำมันระหว่างเฟืองเกียร์ 3 และเฟืองเกียร์ 4 กับเพลารับกำลัง (ระยะช่องว่างมาตรฐาน 0.015 ถึง 0.058 มิลลิเมตร)
- ใช้ค้อนและไขควง 2 ตัวตอกแหวนล็อคออก
- ใช้เครื่องอัดไฮดรอลิกถอดลูกปืนตัวหลัง เฟืองเกียร์ 4 ตลับลูกปืนเข็ม ปลอกรอง และเฟืองทองเหลืองตามลำดับ
- ใช้ค้อนและไขควง 2 ตัวตอกแหวนล็อคออก
- ใช้เครื่องอัดไฮดรอลิกอัดปลอกดุมคลัตช์ตัวที่ 2 เฟืองเกียร์ 3 เฟืองทองเหลือง และตลับลูกปืนเข็มออกตามลำดับ
- ถอดปลอกดุมคลัตช์ตัวที่ 2 ลิ่มและสปริงออกจากดุมคลัตช์
5.การตรวจสอบชิ้นส่วนของเพลารับกำลัง จะสามารถปฏิบัติได้ภายหลังจากถอดชิ้นส่วนออกจากเพลาและทำความสะอาด จากนั้นจึงวัดด้วยเครื่องมือวัดละเอียดอย่างระมัดระวังเพื่อให้เกิดความแม่นยำสูงซึ่งก็มีขั้นตอนในการตรวจสอบชิ้นส่วนของเพลารับกำลังดังนี้
- ตรวจดูการสึกหรอและแรงเบรก โดยกดเฟืองทองเหลืองของเฟืองเกียร์ 3 และเกียร์ 4 เพื่อตรวจความฝืดการล็อคของเฟืองทองเหลือง (ถ้าแรงเบรกไม่พอ ให้ทำการบดเฟืองทองเหลืองกับส่วนกรวยของเฟืองเกียร์ด้วยกากเพชรละเอียด )
- ใช้ฟิลเลอร์เกจวัดระยะช่องว่างระหว่างเฟืองทองเหลืองกับปลายเฟืองเกียร์ 3 และเกยีร์ 4 (ค่าระยะช่องว่างสูงสุด 0.6 มิลลิเมตร )
- ใช้ฟิลเลอร์เกจวัดระยะช่องว่างระหว่างปลอกดุมคลัตช์ตัวที่ 2 กับก้ามปูเปลี่ยนเกียร์ (ระยะช่องว่างสูงสุด 1.00 มิลลิเมตร )
- ใช้ไมโครมิเตอร์วัดเส้นผ่านศูนย์กลางภายนอกของข้อเพลารับกำลัง (ค่ามาตรฐาน จุด A 24.800 มิลลิเมตร จุด B 28.970 มิลลิเมตร จุด C 30.900 มิลลิเมตร จุด D 24.970 มิลลิเมตร
- ใช้ไดอัลเกจวัดความคดงอของเพลา (ความคดงอสูงสุด 0.5 มิลลิเมตร )
6.การประกอบชิ้นส่วนเข้าเพลารับกำลัง ภายหลังที่ทำการตรวจวัดและเปลี่ยนชิ้นส่วนที่สึกหรอแล้วให้ประกอบชิ้นส่วนต่างๆเข้าเพลารับกำลังตามลำดับขั้นตอนย้อนกลับการถอดดังนี้ (ก่อนประกอบให้ชโลมน้ำมันเกียร์ที่ชิ้นส่วนต่างๆ )
- ประกอบสปริง ลิ่ม 3 ตัว ปลอกดุมคลัตช์
- ประกอบตลับลูกปืน เฟืองทองเหลือง และดุมคลัตช์เข้ากับเพลารับกำลัง (โดยให้เฟืองทองเหลืองตรงกับลิ่ม )
- ใช้เครื่องอัดไฮดรอลิกอัดเฟืองเกียร์ 3 และปลอกดุมคลัตช์ตัวที่ 2
- เลือกแหวนล็อคที่มีระยะขยับตัวน้อยที่สุด
- ใช้ค้อนและไขควงตอกแหวนล็อค
- ใช้ฟิลเลอร์เกจวัดระยะรุนของเฟืองเกียร์ 3 (ค่าระยะรุนมาตรฐาน0.10 ถึง 0.35 มิลลิเมตร
- ประกอบตลับลูกปืนเข็มเฟืองเกียร์ 4 ปลอกรอง ตามลำดับ
- ใช้เครื่องอัดไฮดรอลิกอัดตลับลูกปืนหลัง
- เลือกขนาดของแหวนล็อคที่มีระยะขยับตัวน้อยที่สุด
- ใช้ค้อนและไขควงตอกแหวนล็อค
- ใช้ฟิลเลอร์เกจวัดระยะกันรุนเฟืองเกียร์ 4 (ค่าระยะรุนมาตรฐาน 0.10 ถึง 0.55 มิลลิเมตร )
7.การถอดแยกชิ้นส่วนของเพลาส่งกำลัง การถอดแยกชิ้นส่วนของเพลาส่งกำลังกระทำได้เช่นเดียวกับเพลารับกำลัง ซึ่งก็มีขั้นตอนในการปฏิบัติดังนี้
- ใช้ฟิลเลอร์เกจวัดระยะรุนเฟืองเกียร์ 1 (ค่าระยะรุนมาตรฐาน 0.10 ถึง 0.40 มิลลิเมตร )
- ใช้ฟิลเลอร์เกจวัดระยะรุนเฟืองเกียร์ 2 (ค่าระยะรุนมาตรฐาน 0.10 ถึง 0.45 มิลลิเมตร )
- ใช้ไดอัลเกจวัดระยะช่องว่างเฟืองเกียร์ 1 และเฟืองเกียร์ 2 กัลเพลาส่งกำลัง (ระยะรุนมาตรฐาน 0.015 ถึง 0.058 มิลลิเมตร )
- ใช้เครื่องอัดไฮดรอลิกอัดเฟืองเกียร์ 4 ตลับลูกปืนหลัง และแหวนรองออก
- เลื่อนปลอกดุมคลัตช์ตัวที่ 1 ไปยังเฟืองเกียร์ 1
- ใช้เครื่องอัดไฮดรอลิกอัดเฟืองเกียร์ 2 และถอดตลับลูกปืนเข็ม เฟืองทองเหลือง และสเปเซอร์ตามลำดับ
- ใช้ค้อนและไขควง 2 ตัวตอกแหวนล็อคออก
- ใช้เครื่องอัดไฮดรอลิกอัดเฟืองเกียร์ 1 และถอดปลอกดุมคลัตช์ตัวที่ 1 เฟืองทองเหลือง ตลับลูกปืนเข็ม แหวนกันรุน และลูกปืน ตามลำดับ
- ถอดลิ่มและสปริง 3 ตัว ออกจากดุมคลัตช์ตัวที่ 1
8.การตรวจสอบชิ้นส่วนของเพลาส่งกำลัง ภายหลังจากถอดชิ้นส่วนต่างๆของเพลาส่งกำลัง จะต้องทำความสะอาดและใช้เครื่องมือวัดละเอียดอย่างระมัดระวัง เพื่อตรวจการสึกหรอของชิ้นส่วนต่างๆก่อนทำการประกอบซึ่งก็มีขั้นตอนในการปฏิบัติดังนี้
- ตรวจการสึกหรอและแรงเบรก โดยกดหมุนเฟืองทองเหลืองไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อตรวจสอบความฝืดและการล็อคของเฟืองทองเหลือง (ถ้าแรงเบรกไม่พอ ให้ทำการบดเฟืองทองเหลืองและส่วนกรวยของเฟืองเกียร์ด้วยกากเพชรละเอียด )
- ใช้ฟิลเลอร์เกจวัดระยะช่องว่างระหว่างเฟืองทองเหลืองกับปลายเฟืองเกียร์ 1 และเกียร์ 2(ค่าระยะช่องว่างสูงสุด 0.6 มิลลิเมตร )
- ใช้ฟิลเลอร์เกจวัดระยะช่องว่างระหว่างปลอกดุมคลัตช์ตัวที่ 1 กับก้ามปูเปลี่ยนเกียร์ (ค่าระยะช่องว่างสูงสุด 1.0 มิลลิเมตร )
- ใช้ไมโครมิเตอร์วัดเส้นผ่านศูนย์กลางภายนอกเพื่อตรวจสอบการสึกหรอของเพลาส่งกำลัง
- ใช้ไดอัลเกจตรวจความคดงอของเพลาส่งกำลัง (ค่าความคดงอของเพลาสูงสุด 0.05 มิลลิเมตร )
9.การประกอบชิ้นส่วนของเพลาส่งกำลัง การประกอบชิ้นส่วนของเพลาส่งกำลังจะกระทำได้ภายหลังจากตรวจวัดและเปลี่ยนชิ้นส่วนที่สึกหรอและให้ปฏิบัติตามขั้นตอนย้อนกลับการถอดดังนี้
- ถ้าเปลี่ยนเพลาส่งกำลังใหม่ ให้ตอกสลักเข้าไปในเพลาลึกประมาณ 6.0 มิลลิเมตร
- ประกอบสปริง ลิ่ม 3 ตัว และปลอกดุมคลัตช์ตัวที่ 1 เข้ากับดุมคลัตช์
- ใส่ลูกปืน แหวนกันรุน ให้ร่องแหวนตรงกับลูกปืนล็อคในขณะที่ประกอบแหวนกันรุนเข้ากับเพลา
- ชโลมน้ำมันเกียร์กับตลับลูกปืนเข็มและประกอบตลับลูกปืนเข็ม เฟืองเกียรื 1 และเฟืองทองเหลืองตามลำดับ
- ประกอบเฟืองทองเหลืองเข้ากับเฟืองเกียร์และจัดร่องบากของเฟืองทองเหลืองให้ตรงกับลิ่ม
- ใช้เคาองอัดไฮดรอลิกอัดประกอบเฟืองเกียร์และปลอกดุมคลัตช์ตัวที่ 1
- เลือกขนาดแหวนล็อคที่มีระยะขยับตัวที่น้อยที่สุด
- ใช้ค้อนและไขควงตอกแหวนล็อคเข้า
- ใช้ฟิลเลอร์เกจวัดระยะกันรุนของเฟืองเกียร์ 1 (ค่าระยะกันรุนมาตรฐาน 0.10 ถึง 0.40 มิลลิเมตร
- ประกอบเฟืองทองเหลืองเข้ากับเฟืองเกียรื 2 แหวนรอง ตลับลูกปืนเข็มและเฟืองเกียร์ 2 ผตามลำดับ (จัดร่องบากของเฟืองทองเหลืองให้ตรงกับลิ่ม )
- ใช้เครื่องอัดไฮดรอลิกอัดประกอบเฟืองขับเกียร์ 3
- ใช้ฟิลเลอร์เกจวัดระยะรุนของเฟืองเกียร์ 2 (ค่าระยะรุนมาตรฐาน 0.10 ถึง 0.45 มิลลิเมตร )
- ประกอบลูกปืนตัวในและใช้เครื่องอัดไฮดรอลิกอัดประกอบเฟืองขับเกียร์ 4
- ใช้เครื่องอัดฮดรอลิกอัดประกอบตลับลูกปืนหลัง
10.การถอดชิ้นส่วนของเพลาเปลี่ยนเกียร์และเลือกเกียร์ การถอดชิ้นส่วนของเพลาเปลี่ยนเกียร์และเลือกตำแหน่งเกียร์มีจุดประสงค์เพื่อทำการซ่อมแซมและเปลี่ยนชิ้นส่วนที่ชำรุดสึกหรอ ซึ่งก็มีขั้นตอนในการปฏิบัติดังนี้
- ใช้ค้อนและไขควง 2 ตัวตอกแหวนล็อค บ่ารองสปริง และสปริง ตามลำดับ
- ใช้ค้อนและเครื่องมือตอกสลักล็อคขาเปลี่ยนเกียร์ตัวที่ 2 และถอดเปลี่ยนขาเกียร์ตัวที่ 2 ออก
- ใช้ค้อนและเครื่องมือตอกสลักออกจากขาเปลี่ยนเกียร์ตัวที่ 1 จากนั้นให้ถอดแผ่นกันเข้าเกียร์พร้อมกับขาเปลี่ยนเกียร์ตัวที่ 1 ออก
- ใช้ค้อนและเครื่องมือตอกสลัก ตอกสลักออกจากขาเลือกเกียร์ ขาเลือกเกียร์ตัวใน สปริงตัวที่ 1 บ่ารองตัวที่ 1 ตามลำดับ
- ถอกฝาครอบเพลาควบคุมและยางกันฝุ่น
- ถ้าจำเป็นต้องเปลี่ยนซีล ให้ใช้ไขควงงัดซีลน้ำมันออก
- ใช้ค้อนและประแจล็อคตอกซีลตัวใหม่
11.การประกอลเพลาเปลี่ยนเกียร์และเลือกเกียร์ ชิ้นส่วนของเพลาเปลี่ยนเกียรืและเลือกเกียร์ที่ต้องทาจาระบีก่อนทำการประกอบภายหลังจากที่ทำความสะอาดและเปลี่ยนชิ้นส่วนของเพลาเปลี่ยนเกียร์และเลือกเกียร์ที่สึกหรอ ให้ประกอบชิ้นส่วนเข้าตามลำดับย้อนกลับการถอด ดังนี้
- ประกอบยางกันฝุ่นและฝาครอบเพลาเข้ากับเพลา (ช่องระบายอากาศจะต้องอยู่ด้านล่าง )
- ใช้ค้อนและไขควงตอกแหวนล็อค
- ประกอบบ่ารองสปริงตัวที่ 1 สปริงตัวที่ 1 ตามลำดับ
- ใช้ค้อนและเครื่องมือตอกสลัก ตอกสลักเข้ากับขาเปลี่ยนเกียร์
- ประกอบแผ่นกั้นเข้าเกียร์พร้อมกันและขาเปลี่ยนเกียร์ตัวที่ 1
- ใช้ค้อนและเครื่องมือตอกสลักตอกสลักเข้าขาเปลี่ยนเกียร์ตัวที่ 1 และตรวจการหมุนของแผ่นล็อคตัวใน
- ประกอบขาเปลี่ยนเกียร์ตัวที่ 2
- ใช้ค้อนและเครื่องมือตอกสลัก ตอกสลักล็อคขาเปลี่ยนเกียร์ตัวที่ 2
- ประกอบสปริงและบ่ารองสปริงตัวที่ 2
- ใช้ค้อนและไขควงตอกแหวนตัว อี (E)
12.การถอดชิ้นส่วนของเฟืองท้าย (รถยนต์ขับเคลื่อนล้อหน้า) ส่วนประกอบของชุดเฟืองท้ายกระทำได้ภายหลังจากแยกตัวเรือนของกระปุกเกียร์ออกซึ่งก็มีขั้นตอนในการปฏิบัติดังนี้
- ก่อนทำการแยกชิ้นส่วนของชุดเฟืองท้าย ให้ทำเครื่องหมายลงบนเฟืองบายศรีกับตัวเรือนเฟืองท้าย
- ใช้ค้อนและไขควงตอกแผ่นล็อคออก
- คลายโบลด์ยึดเฟืองบายศรีเพือ่ถอดออกจากตัวเรือนเฟืองท้าย
- ใช้ค้อนทองแดงตีลงบนเฟืองบายศรีเพื่อถอดออกจากตัวเรือนเฟืองท้าย
- ใช้เครื่องมือถอดลูกปืนข้างออกจากตัวเรือนเฟืองท้ายด้านเฟืองขับมิเตอร์วัดความเร็ว
- ใช้เครื่องมือถอดลูกปืนข้างออกจากตัวเรือนเฟืองท้ายด้านเฟืองบายศรี
- ใช้ไดอัลเกจวัดระยะช่องว่างของเฟืองข้างด้านใดด้านหนึ่ง ในขณะที่ยึดเฟืองดอกจอกตัวหนึ่งไปทางตัวเรือนเฟืองท้าย
- ใช้ค้อนและเครื่องมือตอกสลัก ตอกสลักล็อคเพลาเฟืองดอกจอก
- ถอดเพลาเฟืองดอกจอก เฟืองดอกจอก 2 ตัว เฟืองข้าง 2 ตัว และแหวนกันรุนออกจากตัวเรือนเฟืองท้าย
- ใช้ค้อนและไขควงตอกซีลน้ำมันออกจากตัวเรือนกระปุกเกียร์
- ใช้เครื่องมือดูดปลอกลูกปืนพร้อมกับแผ่นซิมออก
- จัดวางแผ่นซิมเข้ากับตัวเรือนกระปุกเกียร์ ใช้ค้อนและเครื่องมือตอกปลอกลูกปืนตัวใหม่เข้ากับตัวเรือนกระปุกเกียร์
- ใช้ค้อนและเครื่องมือตอกซีลน้ำมันตัวใหม่
- ใช้ค้อนและไขควงตอกซีลน้ำมันออก
- ใช้เครื่องมือดูดปลอกลูกปืนและแผ่นซิมรองออกจากตัวเรือนกระปุกเกียร์
- วางแผ่นซิมเข้ากับตัวเรือนกระปุกเกียร์ ใช้ค้อนและเครื่องมือตอกปลอกลูกปืนตัวใหม่เข้า
- ใช้ค้อนและเครื่องมือตอกซีลน้ำมันตัวใหม่เข้าตัวเรือนกระปุกเกียร์
13.การประกอบชุดเฟืองท้าย หลังจากเปลี่ยนลูกปืน ซีล ชิ้นส่วนของเฟืองท้ายที่สึกหรอและทำความสะอาดให้ประกอบชุดเฟืองท้ายย้อนกลับของการถอด ซึ่งก็มีขั้นตอนในการปฏิบัติดังนี้
- ประกอบแผ่นกันรุนเข้ากับเฟืองข้างให้ถูกต้อง (ระยะแบ็กแลช 0.05 ถึง 0.20มิลลิเมตร )
-ประกอบแผ่นกันรุนและเฟืองข้างเข้ากับตัวเรือนเฟืองท้าย
-ประกอบเพลาเฟืองดอกจอก
- ใช้ไดอัลเกจตรวจวัดระยะช่องว่างของเฟืองข้าง โดยวัดระยะช่องว่างเฟืองข้างในขณะที่ยึดเฟืองดอกจอกตัวหนึ่งไปทางตัวเรือนเฟืองท้าย (ค่าระยะช่องว่าง 0.05 ถึง 0.20 มิลลิเมตร )
- ใช้ค้อนและตัวตอกสลักผ่านทางตัวเรือนเฟืองท้ายและรูสลักเพลาเฟืองดอกจอก
- ตอกย้ำสลักล็อคเข้าที่ตัวเรือนเฟืองท้าย
- ใช้เครื่องอัดไฮดรอลิกอัดลูกปืนข้างเข้า
- ต้มเฟืองบายศรีในน้ำร้อนเพื่อให้เกิดการขยายตัว แลรีบประกอบเข้ากับตัวเรือนเฟืองท้ายทันที
- ขันโบลด์ยึดเฟืองบายศรี
- ใช้ค้อนและเหล็กนำศูนย์ตอกย้ำแผ่นล็อค
- ประกอบเฟืองท้ายเข้ากับตัวเรือนกระปุกเกียร์ต้านเฟืองท้าย
- ใช้ประแจปอนด์ตรวจวัดความตึง ผค่าความตึงลูกปืนใหม่ 0.8ง 1.6 นิวตัน - เมตร )
14.การประกอบชิ้นส่วนต่างๆเข้ากระปุกเกียร์ เมื่อได้ทำการตรวจวัดชิ้นส่วนต่างๆ เปลี่ยนชิ้นส่วนที่สึกหรอ ประกอบชุดเฟืองเกียร์ของเพลารับกำลัง ประกอบชุดเฟืองเกียร์ของเพลาส่งกำลัง ประกอบชุดเฟืองท้าย ตามลำดับ ขั้นตอนสุดท้ายเป็นการนำเอาชิ้นส่วนต่างๆดังกล่าวประกอบเข้ากับกระปุกเกียร์ ซึ่งมีขั้นตอนในการปฏิบัติดังนี้
- ประกอบแม่เหล็กเข้ากับตัวเรือนชุดส่งกำลังของกระปุกเกียร์
- ประกอบชุดเฟืองท้ายเข้ากับตัวเรือนกระปุกเกียร์
- ประกอบเพลารับกำลังและเพลาส่งกำลังพร้อมๆกัน
- ประกอบเฟืองสะพานเกียร์ถอยหลัง
- ประกอบแผ่นยึดขาเปลี่ยนเกียร์ถอยหลังด้วยโบลด์ 2 ตัว
- จัดก้ามปูเปลี่ยนเกียรืตัวที่ 1 และ 2
- ประกอบเพลาก้ามปูเปลี่ยนเกียร์เข้ากับรูสวมเพลาของก้ามปูเปลี่ยนเกียร์
- ประกอบลูกปืน 2 ลูกเข้ากับรูลูกปืนของก้ามปูเปลี่ยนเกียร์ถอยหลัง
- ประกอบเพลาก้ามปูเปลี่ยนเกียร์ตัวที่ 3 และก้ามปูเปลี่ยนเกียร์ถอยหลัง
- ประกอบเพลาก้ามปูเปลี่ยนเกียร์ตัวที่ 2 และขาล็อคเกียร์
- ขันโบลด์ยึด 3 ตัว
-ใช้ค้อนและไขควงตอกแหวนล็อค 3 ตัว
-ใช้ปะเก็นเหลวทาที่ตัวเรือนกระปุกเกียร์
- ขันโบลด์ยึด 16 ตัว
- ทาปะเก็นที่ปลั๊กและเกลียวของชุดลูกปืนล็อค และใช้บล๊อคหกเหลี่ยมขันโบลด์ลูกปืนล็อคให้แน่น
- ประกอบลูกปืน สปริง และบ่าสปริงเข้าในรูตัวเรือนกระปุกเกียร์ด้านชุดส่งกำลัง
- ทาปะเก็นเหลวที่ปลั๊กและใช้บล็อคหกเหลี่ยมขันปลั๊ก 3 ตัวให้แน่น
- ประกอบขันโบลด์ล็อคเพลาเฟิองสะพานถอยหลัง
- ใช้คีมถ่างแหวนประกอบแหวนล็อค 2 ตัว
- ใช้ค้อนและไขควงตอกแหวนล้อคเข้ากับเพลา
- ประกอบและขันโบลด์ยึด 5 ตัว
- ใช้เครื่องมือประกอบเฟืองตามเกียรื 5
- ประกอบแหวนรองและตลับลูกปืนเข็ม
- ประกอบเฟืองเกียร์ 5 และเฟืองทองเหลือง
- ประกอบลิ่ม แหวนล้อคลิ่ม 3 ตัว และปลอกดุมคลัช์เข้ากับคลัตช์
- ใช้เครื่องมือและค้อนตอกปลอกดุมคลัตช์เข้ากับก้ามปูเปลี่ยนเกียร์
- ใช้ไดอัลเกจวัดระยะรุนของเฟืองเกียร์ 5 ( ระยะรุน 0.10 ถึง 0.57 มิลลิเมตร )
- เลือกแหวนล็อคที่มีระยะขยับตัวน้อยที่สุด
- ใช้ค้อนและไขควงตอกแหวนล็อคเข้า
- ประกอบและขันโบลด์ยึด
- ประกอบนอตล็อค ปลดเกียร์ว่างและขันนอตล็อคให้แน่น
- ขันโบลด์ล็อคเพลาเปลี่ยนเกียร์
- ทาปะเก็นเหลวที่ตัวเรือนกระปุกเกียร์
- ขันโบลด์ยึดฝาครอบเรือนกระปุกเกียร์ 9 ตัว
- ประกอบประกับลูกปืนหน้าและใช้ประแจหัวจีบขันสกรูหัวจีบ 3 ตัว
- ประกอบกระเดื่องเลือกเกียร์ แผ่นยึดสายควบคุมเกียร์ สวิตช์ไฟถอยหลัง และเซนเซอร์วัดความเร็วรถยนต์ตามลำดับ
- ประกอบก้ามปูคลัตช์และลูกปืนกดคลัตช์
WWW.PCNFORKLIFT.COM
วันพุธที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2555
การตรวจสอบอุปกรณ์ของเครื่องยนต์ดีเซลแบบคอมมอนเรลควบคุมด้วยอิเล็กทรอนิกส์
> การตรวจสอบอุปกรณ์ของเครื่องยนต์ดีเซลแบบคอมมอนเรลควบคุมด้วยอิเล็กทรอนิกส์
ระบบฉีดเชื้อเพลิงของเครื่องยนต์ดีเซลแบบคอมมอนเรลควบคุมด้วยอิเล็กทรอนิกส์ประกอบด้วยระบบต่างๆ เช่น ระบบประจุอากาศ ระบบเชื้อเพลิง และระบบควบคุมด้วยอิเล็กทรอนิกส์ เช่นเดียวกับระบบฉีดเชื้อเพลิงแก๊สโซลีนควบคุมด้วยอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งประกอบด้วยเซนเซอร์ต่างๆ ที่ทำหน้าที่ส่งสัญาณการทำงานไปยังคอมพิวเตอร์เครื่องยนต์ ดังนั้นเมื่อเกิดปัญหาข้อขัดข้องขึ้นในระบบต่างๆจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องตรวจสอบอุปกรณ์และเซนเซอร์ต่างๆเพื่อนำมาพิจารณาในการแก้ไขปัญหานั้นๆแต่การตรวจสอบในที่นี้จะใช้เครื่องมือวัดไฟฟ้า เช่น โอห์มมิเตอร์และโวลด์มิเตอร์เป็นหลัก ดังขั้นตอนต่อไปนี้
1. การตรวจสอบรีเลย์หลัก ซึ่งสามารถตรวจสอบตามลำดับได้ดังนี้
- ถอดฝาครอบกล่องรีเลย์
- ถอดรีเลย์หลัก EFI
- วัดการขาดวงจรของรีเลย์ โดยใช้โอห์มมิเตอร์วัดการต่อเนื่องระหว่างขั้วที่ 1 กับขั้วที่ 2 ถ้าไม่ต่อเนื่องให้เปลี่ยนรีเลย์ใหม่
- ใช้โอห์มมิเตอร์วัดการไม่ต่อเนื่องระหว่างขั้วที่ 3 กับขั้วที่ 5 ถ้าต่อเนื่งให้เปลี่ยนรีเลย์ใหม่
- ตรวจการทำงานของรีเลย์ โดยป้อนแรงเคลื่อนไฟฟ้าจากแบตเตอรี่เข้าขั้วที่ 1 และขั้วที่ 2จากนั้นใช้โอห์มมิเตอร์วัดการต่อเนื่องระหว่างขั้วที่ 3 กับขั้วที่ 5
2. การตรวจสอบมิเตอร์วัดปริมาณการไหลของอากาศ ซึ่งสามารถตรวจสอบได้โดยใช้โอห์มมิเตอร์ตามขั้นตอนดังต่อไปนี้
- ถอดมิเตอร์วัดปริมาณการไหลของอากาศออก
- ใช้โอห์มมิเตอร์วัดค่าความต้านทานระหว่างขั้ว THA กับขั้ว E2 ซึ่งค่าความต้านทานขั้วต่างๆของมิเตอร์วัดปริมาณการไหลของอากาศจะมีดังนี้
* ขั้ว THA (4) -E2 (5) ค่าความต้านทาน 12.5 - 16.9 กิโลโอห์ม อุณหภูมิ -20 องศา
* ขั้ว THA (4) - E2 (5) ค่าความต้านทาน 2.19 - 2.67 กิโลโอห์ม อุณหภูมิ 20องศา
* ขั้ว THA (4) -E2 (5) ค่าความต้านทาน 0.50 - 0.68 กิโลโอห์ม อุณหภูมิ 60 องศา
- หลังจากตรวจหาค่าความต้านทานแล้ว จากนั้นให้ตรวจสอบการทำงานของมิเตอร์ โดยต่อขั้วต่อสายไฟเข้ามิเตอร์วัดปริมาณการไหลของอากาศ
- ต่อสายขั้วลบเข้ากับแบตเตอรี่ บิดสวิตช์จุดระเบิดไปยังตำแหน่ง ON
- ใช้สายวัดบวกของโวลด์มิเตอร์ต่อเข้าขั้ว VG และสายลบต่อเข้าขั้ว E2 ของมิเตอร์วัดปริมาณการไหลของอากาศ
- เป่าลมเข้ามิเตอร์วัดปริมาณการไหลของอากาศ แล้วตรวจค่าแรงเคลื่อนไฟฟ้า จะต้องขึ้นๆลงๆ
3.การตรวจสอบมอเตอร์ควบคุมลิ้นเร่ง สามารถปฏิบัติได้ตามขั้นตอนดังนี้
- ปลดขั้วต่อสายไฟเข้ามอเตอร์ควบคุมลิ้นเร่ง
- ใช้โอห์มมิเตอร์วัดค่าความต้านทานระหว่างขั้วที่ 2 กับขั้วที่ 1 และขั้วที่ 3 และขั้วที่ 5 กับขั้วที่ 4 และขั้วที่ 6 เมื่อเครื่องยนต์เย็นค่าความต้านทานประมาณ 15 ถึง 18 โอห์มและเมื่อเครื่องยนต์ร้อน ค่าความต้านทานประมาณ 20 ถึง 33 โอห์ม
4.การตรวจสอบเซนเซอร์อุณหภูมิน้ำหล่อเย็น มาสารถปฏิบัติได้ดังนี้
- ถ่ายน้ำหล่อเย็นออกจากเครื่องยนต์
- ปลดขั้วต่อสายไฟเข้าเซนเซอร์ออก
- ใช้ประแจบ็อกซ์คลายเซนเซอร์อุณหภูมิน้ำหล่อเย็นออก
-ใช้โอห์มมิเตอร์วัดค่าความต้านทานระหว่างขั้วต่างๆ
- ติดตั้งเซนเซอร์กลับเข้าที่เดิม
- ต่อขั้วต่อสายไฟเข้าเซนเซอร์
- เติมน้ำหล่อเย็น
5.การตรวจสอบเซนเซอร์อุณหภูมิเชื้อเพลิง สามารถปฏิบัติได้ตามขั้นตอนดังนี้
-ปลดขั้วต่อสายไฟเข้าเซนเซอร์ออก
- ใช้โอห์มมิเตอร์วัดค่าความต้านทานระหว่างขั้วต่างๆของเซนเซอร์ ( ค่าความต้านทานประมาณ 2.21 กิโลโอห์มที่อุณหภูมิ 20 องศาเซลเซียส และค่าความต้านทานประมาณ 0.287 - 0.349 กิโลโอห์มที่อุณหภูมิ 80 องศาเซลเซียส )
- ต่อขั้วต่อสายไฟเข้ากับเซนเซอร์
6.การตรวจสอบเซนเซอร์วัดแรงดันเชื้อเพลิง สามารถปฏิบัติได้ตามขั้นตอนดังนี้
- ปลดขั้วต่อสายไฟเข้าเซนเซอร์ออก
- บิดสวิตชืจุดระเบิดไปตำแหน่ง ON ใช้โวลด์มิเตอร์วัดแรงเคลื่อนไฟฟ้าระหว่างขั้ว VCC กับขั้ว GND ของขั้วต่อด้านสายไฟ แรงเคลื่อนไฟฟ้าประมาณ 4.75 ถึง 5.25 โวลด์
- บิดสวิตช์จุดระเบิดไปในตำแหน่ง OFF
- ต่อขั้วต่อสายไฟของเซนเซอร์กลับเข้าที่เดิม
- ตรวจแรงเคลื่อนไฟฟ้าระหว่างขั้ว PCR เข้ากับ E2 ของคอมพิวเตอร์เครื่องยนต์
7.การตรวจสอบเซนเซอร์อุณหภูมิเข้า สามารถปฏิบัติได้ดังนี้
- ปลดขั้วต่อสายไฟเข้าเซนเซอร์ออก
- ใช้ประแจบ็อกซ์คลายเซนเซอร์ออก
- ใช้โอห์มมิเตอร์วัดค่าความต้านทานระหว่างขั้วต่างๆ ค่าความต้านทานประมาณ 2.211 ถึง 2.649 กิโลโอห์มที่อุณหภูมิ 20 องศาเซลเซียส
- ติดตั้งเซนเซอร์
- ต่อขั้วต่อสายไฟของเซนเซอร์กลับเข้าที่เดิม
8.การตรวจสอบเซนเซอร์วัดแรงดันเทอร์โบว์ชาร์จ สามารถปฏิบัติได้ตามขั้นตอนดังนี้
- ปลดชั้วต่อสายไฟเข้าเซนเซอร์ออก
- บิดสวิตช์จุดระเบิดไปในตำแหน่ง ON
- ใช้โวลด์มิเตอร์วัดแรงเคลื่อนไฟฟ้าระหว่างขั้ว VC (3) กับขั้ว E2 (1) ของขั้วต่อด้านสายไฟ แรงเคลื่อนไฟฟ้าประมาณ 4.75 ถึง 5.5 โวลด์
- บิดสวิตช์จุดระเบิดไปในตำแหน่ง OFF
- ต่อขั้วต่อสายไฟของเซนเซอร์กลับเข้าที่เดิม
9.การตรวจสอบเซนเซอร์ตำแหน่งเพลาลูกเบี้ยว สามารถปฏิบัติได้ตามขั้นตอนดังนี้
- ปลดขั้วต่อสายไฟเข้าเซนเซอร์ออก
- ใช้โอห์มมิเตอร์วัดค่าความต้านทานระหว่างขั้วต่างๆของเซนเซอร์ เมื่อเครื่องยนต์เย็นค่าความต้านทานประมาณ 1,630 ถึง 2,740 โอห์ม และเมื่อเครื่องยนต์ร้อน ค่าความต้านทานประมาณ 2,065 ถึง 3,225 โอห์ม
- ภายหลังจากการตรวจสอบ ให้ต่อขั้วสายไฟเซนเซอร์ตำแหน่งเพลาข้อเหวี่ยงกลับเข้าที่เดิม
10.การตรวจสอบเซนเซอร์ตำแหน่งแป้นเหยียบคันเร่ง สามารถปฏิบัติได้ตามขั้นตอนดังนี้
- ปลดขั้วต่อสายไฟเข้าเซนเซอร์ออก
- ใช้โอห์มมิเตอร์วัดค่าความต้านทานระหว่างขั้ว Vcp1กับขั้ว Ep1 และขั้ว Vcp2 กับขั้ว Ep2 ค่าความต้านทานประมาณ 1.5 ถึง 6.0 กิโลโอห์ม
11.การตรวจสอบหัวฉีด เป็นการตรวจสอบบนรถยนตืโดยใช้โอห์มมิเตอร์สามารถปฏิบัติได้ดังนี้
- ปลดขั้วต่อสายไฟเข้าหัวฉีดออก
- ใช้โอห์มมิเตอร์วัดค่าความต้านทานระหว่างขั้วต่างๆของหัวฉีด ค่าความต้านทานประมาณ 2.5 ถึง 3.1 โอห์ม
- ใช้โอห์มมิเตอร์วัดการไม่ต่อเนื่องระหว่างขั้วต่างๆของหัวฉีดกับกราวด์ตัวถัง
- ใช้โอห์มมิเตอร์วัดค่าความต้านทานปรับแก้ไขของหัวฉีด ค่าความต้านทานประมาณ 30 ถึง 9,530 โอห์ม
- ต่อขั้วสายไฟหัวฉีดกลับเข้าที่เดิม
12.การตรวจสอบลิ้นควบคุมการดูดเชื้อเพลิง ( SCV ) สามารถปฏิบัติได้ตามขั้นตอนดังนี้
- ปลดขั้วต่อสายไฟเข้าลิ้นควบคุมการดูดออก
- ใช้โอห์มมิเตอร์วัดค่าคตวามต้านทานระหว่างขั้วต่างๆ ค่าความต้านทานประมาณ 1.95 ถึง 2.55 โอห์ม ที่อุณหภูมิ 320 องศาเซลเซียส
- ใช้โอห์มมิเตอร์วัดการไม่ต่อเนื่องระหว่างขั้วต่างๆของลิ้นควบคุมการดูดกับกราวด์ตัวถัง
13.การตรวจสอบลิ้นระบายเชื้อเพลิง สามารถปฏิบัติได้ตามขั้นตอนดังนี้
- ปลดขั้วต่อสายไฟเข้าลิ้นระบายเชื้อเพลิงออก
- ใช้โอห์มมิเตอร์วัดค่าความต้านทานระหว่างขั้วที่ 3 กับขั้วที่ 4 กับกราวด์ตัวถัง
14.การตรวจสอบลิ้นตัดต่อสุญญากาศของลิ้นควบคุมไอเสีย สามารถปฏิบัติได้ดังนี้
- วัดการขาดวงจร โดยใช้โอห์มมิเตอร์วัดค่าความต้านทานระหว่างขั้วต่างๆของลิ้นตัดต่อสุญญากาศ ค่าความต้านทานประมาณ 33 ถึง 39 โอห์ม
- วัดการลัดวงจรของลิ้น โดยใช้โอห์มมิเตอร์วัดการไม่ต่อเนื่องระหว่างขั้วต่างๆของลิ้นกับกราวด์ตัวถัง
- ตรวจการทำงานของลิ้น โดยป้อนแรงดันไฟฟ้า 6 โวลด์จากแบตเตอรี่เข้าขั้วต่างๆและตรวจการดูดที่ช่องทางออกสุญญากาศ
15.การตรวจสอบลิ้นตัดต่อสุญญากาศของเซนเซอร์วัดแรงดันเทอร์โบชาร์จ สามารถปฏิบัติได้ตามขั้นตอนดังนี้
- ตรวจการขาดวงจรของลิ้น โดยใช้โอห์มมิเตอร์วัดการต่อเนื่องที่ขั้วต่างๆของลิ้น ค่าความต้านทานประมาณ 33 ถึง 39 โอห์ม
- ตรวจการลัดวงจรของลิ้น โดยใช้โอห์มมิเตอร์วัดการไม่ต่อเนื่องระหว่างขั้วต่างๆ กับตัวเรือนลิ้น
- ตรวจการทำงานของลิ้น โดยป้อนแรงเคลื่อนไฟฟ้าจากแบตเตอรี่เข้าขั้วของลิ้น และตรวจการไหลของอากาศที่ออกจากช่อง E
16. การตรวจสอบรีเลย์หลัก ECD สามารถปฏิบัติได้ตามลำดับขั้นตอนดังนี้
- ถอดฝาครอบรีเลย์
- ถอดรีเลย์หลัก ECD ( มีเครื่องหมาย INJ )
- ใช้โอห์มมิเตอร์วัดการต่อเนื่องระหว่างขั้วที่ 1 กับขั้วที่ 2 ของรีเลย์ ( จะต้องไม่ต่อเนื่อง ) จากนั้นใช้โอห์มมิเตอร์วัดการไม่ต่อเนื่องระหว่างขั้วที่ 3 กับขั้วที่ 5
- ตรวจการทำงานของรีเลย์ โดยการป้อนแรงเคลื่อนไฟฟ้าจจากแบตเตอรี่เข้าขั้วที่ 1 กับขั้วที่ 2 ของรีเลย์ จากนั้นใช้โอห์มมิเตอร์วัดการต่อเนื่องระหว่างขั้วที่ 3 กับขั้วที่ 5 ของรีเลย์
17.การตรวจสอบเซนเซอร์ตำแหน่งเพลาลูกเบี้ยว สามารถปฏิบัติได้ดังนี้
- ปลดขั้วต่อสายไฟเข้าเซนเซอร์ออก
- ใช้โอห์มมิเตอร์วัดค่าความต้านทานระหว่างขั้วต่างๆของเซนเซอร์ เมื่อเครื่องยนต์เย็นค่าความต้านทานประมาณ 1,630 ถึง 2,740 โอห์ม และเมื่อเครื่องยนต์ร้อนค่าความต้านทานประมาณ 2,065 ถึง 3,225 โอห์ม
- ภายหลังจากการตรวจสอบ ให้ต่อขั้วต่อสายไฟของเซนเซอร์เข้าที่เดิม
WWW.PCNFORKLIFT.COM
ระบบฉีดเชื้อเพลิงของเครื่องยนต์ดีเซลแบบคอมมอนเรลควบคุมด้วยอิเล็กทรอนิกส์ประกอบด้วยระบบต่างๆ เช่น ระบบประจุอากาศ ระบบเชื้อเพลิง และระบบควบคุมด้วยอิเล็กทรอนิกส์ เช่นเดียวกับระบบฉีดเชื้อเพลิงแก๊สโซลีนควบคุมด้วยอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งประกอบด้วยเซนเซอร์ต่างๆ ที่ทำหน้าที่ส่งสัญาณการทำงานไปยังคอมพิวเตอร์เครื่องยนต์ ดังนั้นเมื่อเกิดปัญหาข้อขัดข้องขึ้นในระบบต่างๆจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องตรวจสอบอุปกรณ์และเซนเซอร์ต่างๆเพื่อนำมาพิจารณาในการแก้ไขปัญหานั้นๆแต่การตรวจสอบในที่นี้จะใช้เครื่องมือวัดไฟฟ้า เช่น โอห์มมิเตอร์และโวลด์มิเตอร์เป็นหลัก ดังขั้นตอนต่อไปนี้
1. การตรวจสอบรีเลย์หลัก ซึ่งสามารถตรวจสอบตามลำดับได้ดังนี้
- ถอดฝาครอบกล่องรีเลย์
- ถอดรีเลย์หลัก EFI
- วัดการขาดวงจรของรีเลย์ โดยใช้โอห์มมิเตอร์วัดการต่อเนื่องระหว่างขั้วที่ 1 กับขั้วที่ 2 ถ้าไม่ต่อเนื่องให้เปลี่ยนรีเลย์ใหม่
- ใช้โอห์มมิเตอร์วัดการไม่ต่อเนื่องระหว่างขั้วที่ 3 กับขั้วที่ 5 ถ้าต่อเนื่งให้เปลี่ยนรีเลย์ใหม่
- ตรวจการทำงานของรีเลย์ โดยป้อนแรงเคลื่อนไฟฟ้าจากแบตเตอรี่เข้าขั้วที่ 1 และขั้วที่ 2จากนั้นใช้โอห์มมิเตอร์วัดการต่อเนื่องระหว่างขั้วที่ 3 กับขั้วที่ 5
2. การตรวจสอบมิเตอร์วัดปริมาณการไหลของอากาศ ซึ่งสามารถตรวจสอบได้โดยใช้โอห์มมิเตอร์ตามขั้นตอนดังต่อไปนี้
- ถอดมิเตอร์วัดปริมาณการไหลของอากาศออก
- ใช้โอห์มมิเตอร์วัดค่าความต้านทานระหว่างขั้ว THA กับขั้ว E2 ซึ่งค่าความต้านทานขั้วต่างๆของมิเตอร์วัดปริมาณการไหลของอากาศจะมีดังนี้
* ขั้ว THA (4) -E2 (5) ค่าความต้านทาน 12.5 - 16.9 กิโลโอห์ม อุณหภูมิ -20 องศา
* ขั้ว THA (4) - E2 (5) ค่าความต้านทาน 2.19 - 2.67 กิโลโอห์ม อุณหภูมิ 20องศา
* ขั้ว THA (4) -E2 (5) ค่าความต้านทาน 0.50 - 0.68 กิโลโอห์ม อุณหภูมิ 60 องศา
- หลังจากตรวจหาค่าความต้านทานแล้ว จากนั้นให้ตรวจสอบการทำงานของมิเตอร์ โดยต่อขั้วต่อสายไฟเข้ามิเตอร์วัดปริมาณการไหลของอากาศ
- ต่อสายขั้วลบเข้ากับแบตเตอรี่ บิดสวิตช์จุดระเบิดไปยังตำแหน่ง ON
- ใช้สายวัดบวกของโวลด์มิเตอร์ต่อเข้าขั้ว VG และสายลบต่อเข้าขั้ว E2 ของมิเตอร์วัดปริมาณการไหลของอากาศ
- เป่าลมเข้ามิเตอร์วัดปริมาณการไหลของอากาศ แล้วตรวจค่าแรงเคลื่อนไฟฟ้า จะต้องขึ้นๆลงๆ
3.การตรวจสอบมอเตอร์ควบคุมลิ้นเร่ง สามารถปฏิบัติได้ตามขั้นตอนดังนี้
- ปลดขั้วต่อสายไฟเข้ามอเตอร์ควบคุมลิ้นเร่ง
- ใช้โอห์มมิเตอร์วัดค่าความต้านทานระหว่างขั้วที่ 2 กับขั้วที่ 1 และขั้วที่ 3 และขั้วที่ 5 กับขั้วที่ 4 และขั้วที่ 6 เมื่อเครื่องยนต์เย็นค่าความต้านทานประมาณ 15 ถึง 18 โอห์มและเมื่อเครื่องยนต์ร้อน ค่าความต้านทานประมาณ 20 ถึง 33 โอห์ม
4.การตรวจสอบเซนเซอร์อุณหภูมิน้ำหล่อเย็น มาสารถปฏิบัติได้ดังนี้
- ถ่ายน้ำหล่อเย็นออกจากเครื่องยนต์
- ปลดขั้วต่อสายไฟเข้าเซนเซอร์ออก
- ใช้ประแจบ็อกซ์คลายเซนเซอร์อุณหภูมิน้ำหล่อเย็นออก
-ใช้โอห์มมิเตอร์วัดค่าความต้านทานระหว่างขั้วต่างๆ
- ติดตั้งเซนเซอร์กลับเข้าที่เดิม
- ต่อขั้วต่อสายไฟเข้าเซนเซอร์
- เติมน้ำหล่อเย็น
5.การตรวจสอบเซนเซอร์อุณหภูมิเชื้อเพลิง สามารถปฏิบัติได้ตามขั้นตอนดังนี้
-ปลดขั้วต่อสายไฟเข้าเซนเซอร์ออก
- ใช้โอห์มมิเตอร์วัดค่าความต้านทานระหว่างขั้วต่างๆของเซนเซอร์ ( ค่าความต้านทานประมาณ 2.21 กิโลโอห์มที่อุณหภูมิ 20 องศาเซลเซียส และค่าความต้านทานประมาณ 0.287 - 0.349 กิโลโอห์มที่อุณหภูมิ 80 องศาเซลเซียส )
- ต่อขั้วต่อสายไฟเข้ากับเซนเซอร์
6.การตรวจสอบเซนเซอร์วัดแรงดันเชื้อเพลิง สามารถปฏิบัติได้ตามขั้นตอนดังนี้
- ปลดขั้วต่อสายไฟเข้าเซนเซอร์ออก
- บิดสวิตชืจุดระเบิดไปตำแหน่ง ON ใช้โวลด์มิเตอร์วัดแรงเคลื่อนไฟฟ้าระหว่างขั้ว VCC กับขั้ว GND ของขั้วต่อด้านสายไฟ แรงเคลื่อนไฟฟ้าประมาณ 4.75 ถึง 5.25 โวลด์
- บิดสวิตช์จุดระเบิดไปในตำแหน่ง OFF
- ต่อขั้วต่อสายไฟของเซนเซอร์กลับเข้าที่เดิม
- ตรวจแรงเคลื่อนไฟฟ้าระหว่างขั้ว PCR เข้ากับ E2 ของคอมพิวเตอร์เครื่องยนต์
7.การตรวจสอบเซนเซอร์อุณหภูมิเข้า สามารถปฏิบัติได้ดังนี้
- ปลดขั้วต่อสายไฟเข้าเซนเซอร์ออก
- ใช้ประแจบ็อกซ์คลายเซนเซอร์ออก
- ใช้โอห์มมิเตอร์วัดค่าความต้านทานระหว่างขั้วต่างๆ ค่าความต้านทานประมาณ 2.211 ถึง 2.649 กิโลโอห์มที่อุณหภูมิ 20 องศาเซลเซียส
- ติดตั้งเซนเซอร์
- ต่อขั้วต่อสายไฟของเซนเซอร์กลับเข้าที่เดิม
8.การตรวจสอบเซนเซอร์วัดแรงดันเทอร์โบว์ชาร์จ สามารถปฏิบัติได้ตามขั้นตอนดังนี้
- ปลดชั้วต่อสายไฟเข้าเซนเซอร์ออก
- บิดสวิตช์จุดระเบิดไปในตำแหน่ง ON
- ใช้โวลด์มิเตอร์วัดแรงเคลื่อนไฟฟ้าระหว่างขั้ว VC (3) กับขั้ว E2 (1) ของขั้วต่อด้านสายไฟ แรงเคลื่อนไฟฟ้าประมาณ 4.75 ถึง 5.5 โวลด์
- บิดสวิตช์จุดระเบิดไปในตำแหน่ง OFF
- ต่อขั้วต่อสายไฟของเซนเซอร์กลับเข้าที่เดิม
9.การตรวจสอบเซนเซอร์ตำแหน่งเพลาลูกเบี้ยว สามารถปฏิบัติได้ตามขั้นตอนดังนี้
- ปลดขั้วต่อสายไฟเข้าเซนเซอร์ออก
- ใช้โอห์มมิเตอร์วัดค่าความต้านทานระหว่างขั้วต่างๆของเซนเซอร์ เมื่อเครื่องยนต์เย็นค่าความต้านทานประมาณ 1,630 ถึง 2,740 โอห์ม และเมื่อเครื่องยนต์ร้อน ค่าความต้านทานประมาณ 2,065 ถึง 3,225 โอห์ม
- ภายหลังจากการตรวจสอบ ให้ต่อขั้วสายไฟเซนเซอร์ตำแหน่งเพลาข้อเหวี่ยงกลับเข้าที่เดิม
10.การตรวจสอบเซนเซอร์ตำแหน่งแป้นเหยียบคันเร่ง สามารถปฏิบัติได้ตามขั้นตอนดังนี้
- ปลดขั้วต่อสายไฟเข้าเซนเซอร์ออก
- ใช้โอห์มมิเตอร์วัดค่าความต้านทานระหว่างขั้ว Vcp1กับขั้ว Ep1 และขั้ว Vcp2 กับขั้ว Ep2 ค่าความต้านทานประมาณ 1.5 ถึง 6.0 กิโลโอห์ม
11.การตรวจสอบหัวฉีด เป็นการตรวจสอบบนรถยนตืโดยใช้โอห์มมิเตอร์สามารถปฏิบัติได้ดังนี้
- ปลดขั้วต่อสายไฟเข้าหัวฉีดออก
- ใช้โอห์มมิเตอร์วัดค่าความต้านทานระหว่างขั้วต่างๆของหัวฉีด ค่าความต้านทานประมาณ 2.5 ถึง 3.1 โอห์ม
- ใช้โอห์มมิเตอร์วัดการไม่ต่อเนื่องระหว่างขั้วต่างๆของหัวฉีดกับกราวด์ตัวถัง
- ใช้โอห์มมิเตอร์วัดค่าความต้านทานปรับแก้ไขของหัวฉีด ค่าความต้านทานประมาณ 30 ถึง 9,530 โอห์ม
- ต่อขั้วสายไฟหัวฉีดกลับเข้าที่เดิม
12.การตรวจสอบลิ้นควบคุมการดูดเชื้อเพลิง ( SCV ) สามารถปฏิบัติได้ตามขั้นตอนดังนี้
- ปลดขั้วต่อสายไฟเข้าลิ้นควบคุมการดูดออก
- ใช้โอห์มมิเตอร์วัดค่าคตวามต้านทานระหว่างขั้วต่างๆ ค่าความต้านทานประมาณ 1.95 ถึง 2.55 โอห์ม ที่อุณหภูมิ 320 องศาเซลเซียส
- ใช้โอห์มมิเตอร์วัดการไม่ต่อเนื่องระหว่างขั้วต่างๆของลิ้นควบคุมการดูดกับกราวด์ตัวถัง
13.การตรวจสอบลิ้นระบายเชื้อเพลิง สามารถปฏิบัติได้ตามขั้นตอนดังนี้
- ปลดขั้วต่อสายไฟเข้าลิ้นระบายเชื้อเพลิงออก
- ใช้โอห์มมิเตอร์วัดค่าความต้านทานระหว่างขั้วที่ 3 กับขั้วที่ 4 กับกราวด์ตัวถัง
14.การตรวจสอบลิ้นตัดต่อสุญญากาศของลิ้นควบคุมไอเสีย สามารถปฏิบัติได้ดังนี้
- วัดการขาดวงจร โดยใช้โอห์มมิเตอร์วัดค่าความต้านทานระหว่างขั้วต่างๆของลิ้นตัดต่อสุญญากาศ ค่าความต้านทานประมาณ 33 ถึง 39 โอห์ม
- วัดการลัดวงจรของลิ้น โดยใช้โอห์มมิเตอร์วัดการไม่ต่อเนื่องระหว่างขั้วต่างๆของลิ้นกับกราวด์ตัวถัง
- ตรวจการทำงานของลิ้น โดยป้อนแรงดันไฟฟ้า 6 โวลด์จากแบตเตอรี่เข้าขั้วต่างๆและตรวจการดูดที่ช่องทางออกสุญญากาศ
15.การตรวจสอบลิ้นตัดต่อสุญญากาศของเซนเซอร์วัดแรงดันเทอร์โบชาร์จ สามารถปฏิบัติได้ตามขั้นตอนดังนี้
- ตรวจการขาดวงจรของลิ้น โดยใช้โอห์มมิเตอร์วัดการต่อเนื่องที่ขั้วต่างๆของลิ้น ค่าความต้านทานประมาณ 33 ถึง 39 โอห์ม
- ตรวจการลัดวงจรของลิ้น โดยใช้โอห์มมิเตอร์วัดการไม่ต่อเนื่องระหว่างขั้วต่างๆ กับตัวเรือนลิ้น
- ตรวจการทำงานของลิ้น โดยป้อนแรงเคลื่อนไฟฟ้าจากแบตเตอรี่เข้าขั้วของลิ้น และตรวจการไหลของอากาศที่ออกจากช่อง E
16. การตรวจสอบรีเลย์หลัก ECD สามารถปฏิบัติได้ตามลำดับขั้นตอนดังนี้
- ถอดฝาครอบรีเลย์
- ถอดรีเลย์หลัก ECD ( มีเครื่องหมาย INJ )
- ใช้โอห์มมิเตอร์วัดการต่อเนื่องระหว่างขั้วที่ 1 กับขั้วที่ 2 ของรีเลย์ ( จะต้องไม่ต่อเนื่อง ) จากนั้นใช้โอห์มมิเตอร์วัดการไม่ต่อเนื่องระหว่างขั้วที่ 3 กับขั้วที่ 5
- ตรวจการทำงานของรีเลย์ โดยการป้อนแรงเคลื่อนไฟฟ้าจจากแบตเตอรี่เข้าขั้วที่ 1 กับขั้วที่ 2 ของรีเลย์ จากนั้นใช้โอห์มมิเตอร์วัดการต่อเนื่องระหว่างขั้วที่ 3 กับขั้วที่ 5 ของรีเลย์
17.การตรวจสอบเซนเซอร์ตำแหน่งเพลาลูกเบี้ยว สามารถปฏิบัติได้ดังนี้
- ปลดขั้วต่อสายไฟเข้าเซนเซอร์ออก
- ใช้โอห์มมิเตอร์วัดค่าความต้านทานระหว่างขั้วต่างๆของเซนเซอร์ เมื่อเครื่องยนต์เย็นค่าความต้านทานประมาณ 1,630 ถึง 2,740 โอห์ม และเมื่อเครื่องยนต์ร้อนค่าความต้านทานประมาณ 2,065 ถึง 3,225 โอห์ม
- ภายหลังจากการตรวจสอบ ให้ต่อขั้วต่อสายไฟของเซนเซอร์เข้าที่เดิม
WWW.PCNFORKLIFT.COM
วันจันทร์ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2555
ปัญหาข้อขัดข้องของเครื่องยนต์ดีเซล
ปัญหาข้อขัดขอ้งของเครื่องยนต์ดีเซล
1.เครื่องยนต์สาร์ตไม่ติดหรือติดยาก มีขั้นตอนในการตรวจสอบดังนี้
-หมุนเครื่องยนต์ ถ้ามีความฝืดมากเกินไปอาจมีสาเหตุมาจากชิ้นส่วยภานในมีการยึดติด เช่น แหวนลูกสูบ หรืลูกสูบภายในปั๊มฉีดน้ำมันเชื้อเพลิงแรงดันสูง หรือมีสิ่งแปลกปลอมขัดตัวอยู่ระหว่างเฟืองไทมิ่ง
-ใช้โวลด์มิเตอร์วัดแรงเคลื่อนไฟฟ้าระหว่างมอเตอร์กับแบตเตอรี่ V1,V2,V3 แล้วตรวจเช็คดู
*แรงเคลื่อนไฟฟ้าที่วัดได้จะต้องไม่ต่ำกว่า 9.6 โวลด์เมื่อบิดสวิตช์จุดระเบิดไปในตำแหน่ง START แสดงว่าแบตเตอรี่ปกติ
*ถ้าแรงเคลื่อนไฟฟ้าที่แบตเตอรี่ปกติ ให้ใช้โวลด์มิเตอร์วัดแรงเคลื่อนไฟฟ้าที่ขั้ว 30 และขั้ว 50 ของมอเตอร์สตาร์ตกับกราวด์ เมื่อบิดสวิตช์จุดระเบิดไปในตำแหน่ง START แรงเคลื่อนไฟฟ้าจะต้องไม่ต่ำกว่า 8 โวลด์ถ้าแรงเคลื่อนไฟฟ้าไม่ได้ตามค่าที่กำหนด ให้ตรวจสายไฟ ขั้วต่อสายและฟิวส์
-ตรวจสอบการทำงานของชุดควบคุมการฉีดเชื้อเพลิงดีเว,ด้วยไฟฟ้า โดยใช้โวลด์มิเตอร์วัดแรงเคลื่อนไฟฟ้าที่ส่งไปยัง ชุดควบคุมการฉีดเชื้อเพลิงเมื่อบิดสวิตช์จุดระเบิดไปตำแหน่ง ON หรือ START
-เมื่อชุดควบคุมการฉีดเชื้อเพลิงด้วยไฟฟ้าปกติ ให้ใช้โวลด์มิเตอร์และโอห์มมิเตอร์ตรวจวัดการทำงานของรีเลย์หัวเผาและหัวเผา ถ้าเป็นปกติให้ตรวจสอบระบบเชื้อเพลิง การตรวจสอบระบบเชื้อเพลิงจะกระทำได้ภายหลังจากตรวจระบบไฟฟ้าที่ใช้ควบคุมระบบการทำงานของเครื่องยนต์ดีเซลแล้ว ซึ่งจะมีขั้นตอนในการปฏิบัติดังนี้
*ตรวจเครื่องหมายของจังหวะการฉีดเชื้อเพลิงระหว่างปั๊มฉีดเชื้อเพลิงแรงดันสูงกับฝาครอบเฟืองไทมิ่ง
*ใช้ประแจปากตายคลายน็อตท่อน้ำมันแรงดันสูงออกจากหัวฉีดทั้งหมด และหมุนเครื่องยนต์เพื่อตรวจการจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิง ถ้าปั๊มจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงปกติให้ตรวจสอบการทำงานของเครื่องยนต์ทางด้านกลไกอีกครั้ง
*ถ้าไม่มีน้ำมันเชื้อเพลิงจ่ายออกมาที่หัวฉีด ให้ปั๊มน้ำมันจากถังมายังปั๊มฉีดเชื้อเพลิงแรงดันสูง นอกจากนี้ให้ตรวจการอุดตันของท่อส่งน้ำมันและกรองเชื้อเพลิง
*สำหรับเครื่องยนต์ดีเซลแบบจานจ่าย ให้ตรวจสอบการทำงานของลิ้นโซลีนอยด์ตัดน้ำมันเชื้อเพลิงที่ปั๊ม
*ถ้าการจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นปกติ ให้คลายหัวฉีดออกเพื่อตรวจการอุดตัน แรงดัน และการฉีดเป็นฝอยของหัวฉีด ถ้าไม่ถูกต้องให้ทำความสะอาด และปรับแก้ไขด้วยเครื่องทดสอบหัวฉีด
เมื่อตรวจสอบการจ่ายเชื้อเพลิงของปั๊มแรงดันสูงแล้วปรากฏว่าปกติ ให้ตรวจสอบการทำงานด้านกลไกของเครื่องยนต์ เช่นวัดกำลังอัด ตั้งระยะห่างของลิ้นและตรวจเครื่องหมายตำแหน่งการฉีดของเฟืองไทมิ่ง
2.เครื่องยนต์เดินเบาไม่คงที่ มีขั้นตอนในการตรวจดังนี้
-ตรวจเครื่องหมายการฉีดเฟืองไทมิ่งที่ปั๊มฉีดเชื้อเพลิงแรงดันสูงกับฝาครอบเฟืองไทมิ่ง
-ตรวจวัดความเร็วรอบของเครื่องยนต์ดีเซล
-ถ้าความเร็วรอบเครื่องยนต์เป็นปกติ ให้ตรวจสอบการอุดตันหรือรั่วของท่อน้ำมันเชื้อเพลิงและกรองเชื้อเพลิง
-ถ้าไม่มีการรั่วหรืออุดตันของท่อน้ำมันเชื้อเพลิงและกรองเชื้อเพลิง ให้ตรวจสอบระดับลูกลอยของหม้อดักน้ำ ถ้ามีน้ำมากให้คลายปลั๊กถ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงออกและใช้ปั๊มมือผลักดันให้น้ำและสิ่งสกปรกระบายออกมาให้หมด
-ตรวจเครื่องหมายของเฟืองไทมิ่ง ถ้าไม่ตรงให้ปรับแก้ไขใหม่
-ถ้าเครื่องหมายของเฟืองไทมิ่งปั๊มฉีดเชื้อเพลิงแรงดันสูงถูกต้อง ให้ปรับตั้งระยะห่างของลิ้น
-ตรวจการฉีดเป็นฝอยละออง การอุดตันของหัวฉีดทุกสูบ ด้วยเครื่องทดสอบน้ำมันเชื้อเพลิง
-ถ้าเป็นปั๊มแบบจานจ่าย ให้ปรับตั้งระยะเคลื่อนตัวของพลันเยอร์ด้วยไดอัลเกจที่ปลั๊กของหัวจ่าย ( 0.54ถึง 0.66 มิลลิเมตร )
-ตรวจการทำงานของปั๊มมือ สำหรับปั๊มฉีดเชื้อเพลิงแบบเรียงแถว ลิ้นจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิง หรือเปลี่ยนปั๊มฉีดเชื้อเพลิงแรงดันสูง
3.เครื่องยนต์มีควันขาว ถ้าเครื่องยนต์มีควันดำหรือควันขาว มีสาเหตุมาจากความผิดปกติจากระบบเชื้อเพลิงหรือตัวของเครื่องยนต์เอง หรือการปรับแต่งเครื่องยนต์ไม่ถูกต้อง ซึ่งโดยมากมักจะเกิดขึ้นพร้อมกับการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้น โดยมีขั้นตอนการตรวจสอบดังนี้
-ตรวจการอุดตันหรือเปลี่ยนทำความสะอาดกรองอากาศ
-ตรวจจังหวะการฉีดเชื้อเพลิง ถ้าตั้งจังหวะการฉีดที่ล่าช้าเกินไป จะทำให้เกิดควันขาวปริมาณมาก เป็นสาเหตุให้เครื่องยนต์มีกำลังลดลง หรือปรับตั้งจังหวะการฉีดเชื้อเพลิงเร็วเกินไป น้ำมันเชื้อเพลิงปริมาณมากจะถูกฮีดเข้าไปก่อนที่อากาศภายในกระบอกสูบจะมีอุณหภูมิที่สูงพอในการจุดระเบิด จึงเป็นสาเหตุให้การเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ เกิดเสียงเคาะและการทำงานที่ความเร็วรอบต่ำไม่ดี
-ถ้าจังหวะการฉีดเชื้อเพลิงถูกต้อง ให้วัดกำลังอัดในกระบอกสูบเพื่อตรวจการหักของแหวนลูกสูบ การสึกหรอของบ่าลิ้น และปะเก็นฝาสูบ
-ตรวจระดับน้ำในหม้อดักน้ำของกรองเชื้อเพลิงถ้ามีน้ำมาก ให้ระบายน้ำทิ้ง (เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดควันขาว )
-ตรวจการฉีดเป็นฝอยละอองของหัวฉีด เพื่อตรวจเข็มหัวฉีดว่าชำรุด อุดตัน และแรงดันรั่วด้วยเครื่องทดสอบแรงดันหัวฉีด
-ตรวจเครื่องหมายไทมิ่งของปั๊มฉีดเชื้อเพลิงแรงดันสูงว่าถูกต้องหรือไม่
-ถ้าตรวจตามหัวข้อที่กล่าวมาข้างต้นแล้วปรากฏว่าเป็นปกติ ให้ตรวจซ่อมหรือเปลี่ยนปั๊มฉีดเชื้อเพลิงแรงดันสูง
4.เครื่องยนต์ไม่มีกำลัง สาเหตุโดยทั่วไปซึ่งทำให้เครื่องยนต์ไม่มีกำลัง มีสาเหตุมาจากระบบเชื้อเพลิงและตัวของเครื่องยนต์เอง แต่บางสาเหตุก็ไม่เกี่ยวข้องกับเครื่องยนต์ เช่น คลัตช์ลื่น เบรกติด ขนาดของยางทีไม่ถูกต้อง แต่อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่สาเหตุเกิดกับเครื่องยนต์และระบบเชื้อเพลิงช่างซ่อมควรตรวจสอบและพิจารณาตามขั้นตอนดังนี้
-ตรวจคุณภาพของน้ำมันเชื้อเพลิงที่ใช้ว่าได้มีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่
-ตรวจการเปิดของลิ้นเร่งในท่อเวนจูรี่ เช่น ตรวจช่วงระยะแป้นเหยียบคันเร่ง สายคันเร่งเกิดการหักงอหรือรั่วที่ท่อเวนจูรี ( สำหรับเครื่องยนต์ที่ใช้กลไกควบคุมด้วยสุญญากาศ ) สำหรับปั๊มฉีดเชื้อเพลิงแรงดันสูงแบบจานจ่าย ให้ตรวจแขนปรับตั้งการเรงเครื่องยนต์ว่าสัมผัสกับสกรูปรับแต่งรอบสูงสุดหรือไม่เมื่อเหยียบคันเร่งลงจนสุด
-ตรวจจังหวะการฉีดน้ำมัน ถ้าตั้งให้ล่าช้ามาก ก็จะทำให้เครื่องยนต์มีกำลังลดลง
-ตรวจท่อทางเดินน้ำมันและกรองเชื้อเพลิง เช่น อุดตัน ท่อหักงอ หรือรั่วเป็นต้น
-ตรวจระดับน้ำในหม้อดักน้ำ ถ้ามีมากเกินไป ให้ระบายน้ำทิ้ง หรือถ้ามีอากาศปะปนอยู่ในระบบเชื้อเพลิงให้ไล่อากาศออกจากระบบให้หมด
-ตรวจการอุดตันของกรองอากาศ
-ตรวจวัดกำลังอัดของเครื่องยนต์
WWW.PCNFORKLIFT.COM
1.เครื่องยนต์สาร์ตไม่ติดหรือติดยาก มีขั้นตอนในการตรวจสอบดังนี้
-หมุนเครื่องยนต์ ถ้ามีความฝืดมากเกินไปอาจมีสาเหตุมาจากชิ้นส่วยภานในมีการยึดติด เช่น แหวนลูกสูบ หรืลูกสูบภายในปั๊มฉีดน้ำมันเชื้อเพลิงแรงดันสูง หรือมีสิ่งแปลกปลอมขัดตัวอยู่ระหว่างเฟืองไทมิ่ง
-ใช้โวลด์มิเตอร์วัดแรงเคลื่อนไฟฟ้าระหว่างมอเตอร์กับแบตเตอรี่ V1,V2,V3 แล้วตรวจเช็คดู
*แรงเคลื่อนไฟฟ้าที่วัดได้จะต้องไม่ต่ำกว่า 9.6 โวลด์เมื่อบิดสวิตช์จุดระเบิดไปในตำแหน่ง START แสดงว่าแบตเตอรี่ปกติ
*ถ้าแรงเคลื่อนไฟฟ้าที่แบตเตอรี่ปกติ ให้ใช้โวลด์มิเตอร์วัดแรงเคลื่อนไฟฟ้าที่ขั้ว 30 และขั้ว 50 ของมอเตอร์สตาร์ตกับกราวด์ เมื่อบิดสวิตช์จุดระเบิดไปในตำแหน่ง START แรงเคลื่อนไฟฟ้าจะต้องไม่ต่ำกว่า 8 โวลด์ถ้าแรงเคลื่อนไฟฟ้าไม่ได้ตามค่าที่กำหนด ให้ตรวจสายไฟ ขั้วต่อสายและฟิวส์
-ตรวจสอบการทำงานของชุดควบคุมการฉีดเชื้อเพลิงดีเว,ด้วยไฟฟ้า โดยใช้โวลด์มิเตอร์วัดแรงเคลื่อนไฟฟ้าที่ส่งไปยัง ชุดควบคุมการฉีดเชื้อเพลิงเมื่อบิดสวิตช์จุดระเบิดไปตำแหน่ง ON หรือ START
-เมื่อชุดควบคุมการฉีดเชื้อเพลิงด้วยไฟฟ้าปกติ ให้ใช้โวลด์มิเตอร์และโอห์มมิเตอร์ตรวจวัดการทำงานของรีเลย์หัวเผาและหัวเผา ถ้าเป็นปกติให้ตรวจสอบระบบเชื้อเพลิง การตรวจสอบระบบเชื้อเพลิงจะกระทำได้ภายหลังจากตรวจระบบไฟฟ้าที่ใช้ควบคุมระบบการทำงานของเครื่องยนต์ดีเซลแล้ว ซึ่งจะมีขั้นตอนในการปฏิบัติดังนี้
*ตรวจเครื่องหมายของจังหวะการฉีดเชื้อเพลิงระหว่างปั๊มฉีดเชื้อเพลิงแรงดันสูงกับฝาครอบเฟืองไทมิ่ง
*ใช้ประแจปากตายคลายน็อตท่อน้ำมันแรงดันสูงออกจากหัวฉีดทั้งหมด และหมุนเครื่องยนต์เพื่อตรวจการจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิง ถ้าปั๊มจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงปกติให้ตรวจสอบการทำงานของเครื่องยนต์ทางด้านกลไกอีกครั้ง
*ถ้าไม่มีน้ำมันเชื้อเพลิงจ่ายออกมาที่หัวฉีด ให้ปั๊มน้ำมันจากถังมายังปั๊มฉีดเชื้อเพลิงแรงดันสูง นอกจากนี้ให้ตรวจการอุดตันของท่อส่งน้ำมันและกรองเชื้อเพลิง
*สำหรับเครื่องยนต์ดีเซลแบบจานจ่าย ให้ตรวจสอบการทำงานของลิ้นโซลีนอยด์ตัดน้ำมันเชื้อเพลิงที่ปั๊ม
*ถ้าการจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นปกติ ให้คลายหัวฉีดออกเพื่อตรวจการอุดตัน แรงดัน และการฉีดเป็นฝอยของหัวฉีด ถ้าไม่ถูกต้องให้ทำความสะอาด และปรับแก้ไขด้วยเครื่องทดสอบหัวฉีด
เมื่อตรวจสอบการจ่ายเชื้อเพลิงของปั๊มแรงดันสูงแล้วปรากฏว่าปกติ ให้ตรวจสอบการทำงานด้านกลไกของเครื่องยนต์ เช่นวัดกำลังอัด ตั้งระยะห่างของลิ้นและตรวจเครื่องหมายตำแหน่งการฉีดของเฟืองไทมิ่ง
2.เครื่องยนต์เดินเบาไม่คงที่ มีขั้นตอนในการตรวจดังนี้
-ตรวจเครื่องหมายการฉีดเฟืองไทมิ่งที่ปั๊มฉีดเชื้อเพลิงแรงดันสูงกับฝาครอบเฟืองไทมิ่ง
-ตรวจวัดความเร็วรอบของเครื่องยนต์ดีเซล
-ถ้าความเร็วรอบเครื่องยนต์เป็นปกติ ให้ตรวจสอบการอุดตันหรือรั่วของท่อน้ำมันเชื้อเพลิงและกรองเชื้อเพลิง
-ถ้าไม่มีการรั่วหรืออุดตันของท่อน้ำมันเชื้อเพลิงและกรองเชื้อเพลิง ให้ตรวจสอบระดับลูกลอยของหม้อดักน้ำ ถ้ามีน้ำมากให้คลายปลั๊กถ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงออกและใช้ปั๊มมือผลักดันให้น้ำและสิ่งสกปรกระบายออกมาให้หมด
-ตรวจเครื่องหมายของเฟืองไทมิ่ง ถ้าไม่ตรงให้ปรับแก้ไขใหม่
-ถ้าเครื่องหมายของเฟืองไทมิ่งปั๊มฉีดเชื้อเพลิงแรงดันสูงถูกต้อง ให้ปรับตั้งระยะห่างของลิ้น
-ตรวจการฉีดเป็นฝอยละออง การอุดตันของหัวฉีดทุกสูบ ด้วยเครื่องทดสอบน้ำมันเชื้อเพลิง
-ถ้าเป็นปั๊มแบบจานจ่าย ให้ปรับตั้งระยะเคลื่อนตัวของพลันเยอร์ด้วยไดอัลเกจที่ปลั๊กของหัวจ่าย ( 0.54ถึง 0.66 มิลลิเมตร )
-ตรวจการทำงานของปั๊มมือ สำหรับปั๊มฉีดเชื้อเพลิงแบบเรียงแถว ลิ้นจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิง หรือเปลี่ยนปั๊มฉีดเชื้อเพลิงแรงดันสูง
3.เครื่องยนต์มีควันขาว ถ้าเครื่องยนต์มีควันดำหรือควันขาว มีสาเหตุมาจากความผิดปกติจากระบบเชื้อเพลิงหรือตัวของเครื่องยนต์เอง หรือการปรับแต่งเครื่องยนต์ไม่ถูกต้อง ซึ่งโดยมากมักจะเกิดขึ้นพร้อมกับการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้น โดยมีขั้นตอนการตรวจสอบดังนี้
-ตรวจการอุดตันหรือเปลี่ยนทำความสะอาดกรองอากาศ
-ตรวจจังหวะการฉีดเชื้อเพลิง ถ้าตั้งจังหวะการฉีดที่ล่าช้าเกินไป จะทำให้เกิดควันขาวปริมาณมาก เป็นสาเหตุให้เครื่องยนต์มีกำลังลดลง หรือปรับตั้งจังหวะการฉีดเชื้อเพลิงเร็วเกินไป น้ำมันเชื้อเพลิงปริมาณมากจะถูกฮีดเข้าไปก่อนที่อากาศภายในกระบอกสูบจะมีอุณหภูมิที่สูงพอในการจุดระเบิด จึงเป็นสาเหตุให้การเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ เกิดเสียงเคาะและการทำงานที่ความเร็วรอบต่ำไม่ดี
-ถ้าจังหวะการฉีดเชื้อเพลิงถูกต้อง ให้วัดกำลังอัดในกระบอกสูบเพื่อตรวจการหักของแหวนลูกสูบ การสึกหรอของบ่าลิ้น และปะเก็นฝาสูบ
-ตรวจระดับน้ำในหม้อดักน้ำของกรองเชื้อเพลิงถ้ามีน้ำมาก ให้ระบายน้ำทิ้ง (เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดควันขาว )
-ตรวจการฉีดเป็นฝอยละอองของหัวฉีด เพื่อตรวจเข็มหัวฉีดว่าชำรุด อุดตัน และแรงดันรั่วด้วยเครื่องทดสอบแรงดันหัวฉีด
-ตรวจเครื่องหมายไทมิ่งของปั๊มฉีดเชื้อเพลิงแรงดันสูงว่าถูกต้องหรือไม่
-ถ้าตรวจตามหัวข้อที่กล่าวมาข้างต้นแล้วปรากฏว่าเป็นปกติ ให้ตรวจซ่อมหรือเปลี่ยนปั๊มฉีดเชื้อเพลิงแรงดันสูง
4.เครื่องยนต์ไม่มีกำลัง สาเหตุโดยทั่วไปซึ่งทำให้เครื่องยนต์ไม่มีกำลัง มีสาเหตุมาจากระบบเชื้อเพลิงและตัวของเครื่องยนต์เอง แต่บางสาเหตุก็ไม่เกี่ยวข้องกับเครื่องยนต์ เช่น คลัตช์ลื่น เบรกติด ขนาดของยางทีไม่ถูกต้อง แต่อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่สาเหตุเกิดกับเครื่องยนต์และระบบเชื้อเพลิงช่างซ่อมควรตรวจสอบและพิจารณาตามขั้นตอนดังนี้
-ตรวจคุณภาพของน้ำมันเชื้อเพลิงที่ใช้ว่าได้มีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่
-ตรวจการเปิดของลิ้นเร่งในท่อเวนจูรี่ เช่น ตรวจช่วงระยะแป้นเหยียบคันเร่ง สายคันเร่งเกิดการหักงอหรือรั่วที่ท่อเวนจูรี ( สำหรับเครื่องยนต์ที่ใช้กลไกควบคุมด้วยสุญญากาศ ) สำหรับปั๊มฉีดเชื้อเพลิงแรงดันสูงแบบจานจ่าย ให้ตรวจแขนปรับตั้งการเรงเครื่องยนต์ว่าสัมผัสกับสกรูปรับแต่งรอบสูงสุดหรือไม่เมื่อเหยียบคันเร่งลงจนสุด
-ตรวจจังหวะการฉีดน้ำมัน ถ้าตั้งให้ล่าช้ามาก ก็จะทำให้เครื่องยนต์มีกำลังลดลง
-ตรวจท่อทางเดินน้ำมันและกรองเชื้อเพลิง เช่น อุดตัน ท่อหักงอ หรือรั่วเป็นต้น
-ตรวจระดับน้ำในหม้อดักน้ำ ถ้ามีมากเกินไป ให้ระบายน้ำทิ้ง หรือถ้ามีอากาศปะปนอยู่ในระบบเชื้อเพลิงให้ไล่อากาศออกจากระบบให้หมด
-ตรวจการอุดตันของกรองอากาศ
-ตรวจวัดกำลังอัดของเครื่องยนต์
WWW.PCNFORKLIFT.COM
วันพฤหัสบดีที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2555
วิิธีใช้และการตรวจสอบรถยก
วิธีการใช้งานรถยกและการตรวจเช็คความพร้อมใช้งานเบื้องต้น
พนักงานขับรถยกและผู้ที่เกี่ยวข้องควรมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับอุปกรณ์ และสัญลักษ์ต่างๆที่อยู่ในรถ วิธีการตรวจเช็คสภาพที่พร้อมใช้งาน รวมไปถึงการแก้ไขปัญหาเบื้องต้น และการดูแลรักษาเครื่องยนต์เพื่อยืดอายุการใช้งานของเครื่องยนต์ ซึ่งสามารถปฏิบัติได้ดังนี้
การต่อแบตเตอรี่
ดึงหัวปลั๊กแบตเตอรี่ออกจากเครื่องชาร์ทไฟ แล้วนำไปเสียบกับตัวเสียบที่ตัวรถ
ตรวจสอบการชาร์ทแบตเตอรี่
มาตรวัดระดับแบตเตอรี่จะบอกสภาพของแบตเตอรี่ในขณะนั้น เราจะสามารถอ่านค่าไฟแบตเตอรี่ที่ถูกต้องได้หลังจากที่ได้ต่อแบตเตอรี่แล้วประมาณ 1 นาที
ความหมายเมื่อเข็มชี้ไปยังตำแหน่งต่างๆ
- ช่องระดับแรกนับจากซ้ายมือแสดงว่าเหลือระดับไฟ 20 เปอร์เซน
-สัญญาณไฟกระพริบเมื่อเหลือระดับไฟ 20 เปอร์เซน เพื่อเตือนให้ชาร์ทไฟ ระบบไฮดรอลิกในการยกจะถูกตัดโดยอัตโนมัติหากปิดสวิตช์มาตรวัด
-เมื่อเข็มชี้ไปที่ฝั่งขวามือแสดงว่าระดับไฟปกติคือ 80 เปอร์เซนต์ เมื่อระดับไฟแบตเตอรี่ลดเหลือ 20 เปอร์เซนต์ ควรหยุดปฏิบัติงานและทำการชาร์ทไฟใหม่ทันที
การสตาร์ทเครื่อง
เสียบกุญแจลงในล็อค แล้วหมุนไปทางขวาตามเข็มนาฬิกา
มาตรวัดชั่งโมงการทำงาน
มาตรวัดจะทำการบอกชั่วโมงการทำงานที่ผ่านมาของรถและจะทำงานเมื่อไขกุญแจเริ่มการใช้งานเท่านั้น
การปรับเบาะที่นั่ง
-เลื่อนเบาะไปข้างหน้า หรือข้างหลังโดยการผลักปุ่มด้านล่างทางซ้ายมือของเบาะที่นั่ง ไปทางซ้าย เลื่อนที่นั่งแล้วปล่อย
-ปรับพนักพิงหลังโดยดึงเหล็กที่อยู่ด้านล่างของเบาะด้านหน้าขึ้น
-ปรับความยืดหยุ่นของเบาะที่นั่งตามน้ำหนักของคนขับโดยหมุนปุ่มที่อยู่ด้านข้างทางซ้ายของเบาะหมุนไปทางซ้ายสำหรับน้ำหนักเบา และทางขวาสำหรับน้ำหนักมากและควรปรับเมื่อไม่มีคนอยู่บนเบาะ
การปรับระดับพวงมาลัย
-กดคันล๊อคแกนพวงมาลัยลงปรับระดับความต้องการแล้วปรับคันล๊อคพวงมาลัยเข้าที่เดิม
-ในกรณีที่คันล๊อคพวงมาลัยเกะกะเท้า หรืทำให้ไม่สะดวกในการทำงานให้ดันคันล๊อคออกจากแกนหมุนให้พ้นทางแล้วเสียบกลับตมาเดิม
-ตรวจสอบให้แน่ใจทุกครั้งว่าแกนพวงมาลัยได้ถูกล๊อคไว้อย่างแน่นหนาแล้ว
การตรวจระดับน้ำมันเบรค
ตรวจระดับน้ำมันเบรคในถังเก็บให้มีปริมาตรอย่างน้อย 3 / 4 ของปริมาตรทั้งหมดหรือเติมน้ำมันเบรคตามคู่มือคำแนะนำ
การตรวจสอบระบบการเบรค
- รถต้องหยุดสนิทเมื่อเหยียบเบรค
- รถต้องจอดนิ่งเมื่อใส่เบรค
การตรวจสอบเบรคจอด
- ล้อหยุดนิ่งเมื่อใส่เบรคจอด
- เมื่อรถเบรคไฟเบรคสว่างขึ้น
- เบรคมือจัดเป็นอุปกรณ์เพิ่มเติมพิเศษ
การขับเคลื่อน
- ยกงาให้สูงจากพื้นเพียงพอแล้วดึงคันบังคับ
- ห้ามใช้งายกนำ้หนักในขั้นนี้
- เลือกทางเดินรถที่คนขับมีความชำนาญ และให้เมาะกับขนาดของรถ
การสตาร์ท
-ปลดเบรคจอดโดยเหยียบไปที่ส่วนล่างของคันเบรค แล้วปล่อยให้ถอนคืน สัญญาณเบรคจะหายไป
- เลือกทิศทางโดยใช้คันบังคับ
- เหยีียบคัยเร่ง
การถอยหลัง
- ปล่อยคันเร่งแล้วเหยียบเบรค
- ปรับคันเลือกทิศทาง แล้วเหยียบคันเร่ง สามารถปรับคันเลือกทิศทางได้ในขณะเหยียบคันเร่งโดยรถจะหยุด และรถออกตัวอีกครั้งในทิศทางตรงกันข้าม ( ถอยหลัง )
พวงมาลัย
ควบคุมการเลี้ยวของรถโดยหมุนพวงมาลัย วงเลี้ยวศึกษาจากข้อมูลทางเทคนิค
เมื่อเกิดจุดขัดข้อง
- สัญญาณเตือนจะสว่างขึ้นเมื่อถึงเวลาต้องเปลี่ยนคาร์บอนบรัช
- เปลี่ยนคาร์บอนบรัชตามคำแนะนำ ( อุปกรณ์พิเศษเพิ่มเติม )
การปฏิบัติงานเมื่อมีคันเหยียบ 2 อัน ในการขับขี่
- ยกงาขึ้นสูงจากพื้นจนได้ช่องว่างจากพื้นตามต้องการแล้วผลัก (คันบังคับการยกขึ้น - ลง ) ลง
- ห้ามใช้งายกของในช่วงนี้
- เลือกช่องทางเดินรถที่ชำนาญ
การเดินหน้า
- ปลดเบรคจอด
- เหยียบคันเร่งทางด้านขวา รถจะเคลื่อนตัวไปข้างหน้า
- เพิ่มความเร็วโดยเหยียบคันเร่ง และลดความเร็วโดยผ่อนคันเร่ง
การกลับทิศทาง
- ถอนคันเร่ง
- เหยียบคันเร่งของทิศทางตรงกันข้าม รถจะหยุดและเคลื่อนตัวใหม่ในทิศทางตรงกันข้าม
การถอยหลัง
- เหยียบคันเร่งทางด้านขวา
- เพิ่มความเร็วโดยเหยียบคันเร่ง และลดความเร็วโดยการผ่อนคันเร่ง
- ไฟหลังจะสว่างขึ้น
ก่ารเบรค การควบคุมการยกเบรค
- เหยียบเบรคที่เท้า เพื่อหยุดรถในขณะที่ขับเคลื่อน
- ในการเหยียบเบรค เบรคจะทำงานด้วยไฟฟ้าในระดับแรก เมื่อเหยียบเบรคลึกลงไป จะเป็นการเบรคโดยใช้ระบบไฮดรอลิก
- เบรคไฟฟ้าจะช่วยยึดชั่วโมงการทำงานของแบตเตอรี่และยังช่วยยืดอายุผ้าเบรค เพราะพลังไฟจะกลับสู่แบตเตอรี่เมื่อเบรค
เบรคจอด
เมื่อต้องการจอด เหยียบคันเบรคให้จมหากใช้เบรคมือด้วยให้ดูหน้า
ข้อควรระวัง
- เบรคในระบบไฟฟ้าจะไม่ทำงานในการเบรคจอด เมื่อเบรคจอดกระแสไฟในมอเตอร์จะลดลงเหลือ 40 เปอร์เซนต์ ของค่าไฟสูงสุด
- การสตาร์ทรถโดยยังไม่ปลดเบรคจอด จะไม่ทำให้ใช้ไฟเกินกำลัง
- ในการปลดเบรคจอด เหยียบไปที่ส่วนล่างของคันเบรคแล้วปล่อยให้คืนตัว
การยกและการเอียง
การโยกเสาไปข้างหน้า ผลักคันบังคับอันที่ 2 ไปข้างหน้า
ก่ารโยกเสาไปข้างหลัง ผลักคันบังคับลง
การยกงาขึ้น ผลักคันบังคับอันที่ 1 ไปข้างหลัง
การลดงาลง ผลักคันบังคับไปข้างหน้า
คันบังคับอันที่ 3 ใช้สำหรับตัวคีบ หรืองาด้านข้าง
คันบังคับอันที่ 4 ใช้สำหรับงาเสริมแบบหมุนได้
( สามารถศึกษาวิธีการควบคุมได้จากแผ่นคำแนะนำที่มากับอุปกรณ์เสริมพิเศษ )
ข้อปฏิบัติในกรณีที่มีคันบังคับอันเดียว
การโยกงาไปข้างหน้า ผลักคันบังคับไปข้างหน้า
การโยกงาไปข้างหลัง ผลักคันบังคับไปข้างหลัง
การยกงา ผลักคันบังคับไปทางขวา
การลดงา ผลักคันบังคับไปทางซ้าย
ระบบไฮดรอลิกเพิ่มเติม
ระบบเสาและงา การปรับระบบไฮดรอลิก
แรงดันในระบบไฮดรอลิกนี้มีหลายขนาด สามารถอ่านค่าความดันได้จากมาตรวัดความดัน
- ผ่อนแผ่นเกลียวออก
- ปรับระดับสำหรับตัวหนีบ (ปิดตัวหนีบ )
- หมุนลูกบิดตามค่าความดันที่ต้องการโดยความดันจะเพิ่มขึ้นเมื่อหมุนตามเข็มนาฬิกา (ห้ามถอดจีมออกเด็ดขาด )
เสาและงา
เสาแบบเทเล เมื่อผลักคันบังคับมาข้างหลังเสาจะยกงาขึ้นโดยใช้กระบอกสูบ 2 อันด้านนอก และโซ่ (งาจะถูกยกขึ้นด้วยความเร็วเป็น 2 เท่าของเสา ) ควรตรวจสอบความสูงหากเป็นบริเวณที่มีเพดานต่ำ
เสาแบบนิโฮ เมื่อผลักคันบังคับมาข้างหลังกระบอกสูบด้านในจะยกงาสูงขึ้นถึงความสูงระดับ 1 จากนั้นกระบอกสูบด้านนอกจะยกงาต่อจนถึงความสูงสุด
เสา 3 ตอน
การทำงานเหมือนเสาแบบนิโฮ แต่สามารถยกได้สูงกว่าหากยกของขึ้นสูงถึงระดับ 1 ไม่จำเป็นต้องระวังความสูงของกระบอกสูบด้านใน
สัญญาณไฟ และที่ปัดน้ำฝน
สัญญาณไฟ - ดึงสวิตช์ไฟเบรคออกมา ไฟเบรคจอดจะสว่างขึ้น
- ดึงสวิตช์ไฟหน้า ไฟหน้าจะสว่างขึ้น
- เปิดไฟฉุกเฉินโดยกดสวิตช์ สัญญาณไฟที่สวิตช์จะกระพริบ
ไฟสูง - เปิดสวิตช์ปรับคันควบคุมทิศทาง ไปทางซ้ายหรือทางขวา ตามต้องการ
การเปิดสวิตช์ที่ปัดน้ำฝน ให้ดึงสวตช์ที่ปัดน้ำฝน
แตรรถและฟิวส์
แตรรถ เหยียบสวิตชืแตรที่เท้า
ฟิวส์ ฟิวส์หลักอยู่ที่หนวยควบคุมไฟฟ้าด้านหลังของตัวรถ
ฟิวส์สำหรับสัญญาณไฟ กล่องฟิวส์ทางด้านซ้ายบรรจุฟิวส์สำหรับ
- ไฟหน้าด้านขวา
- ไฟหน้าด้านซ้าย
- สัญญาณไฟ
- ไฟเบรค
การต่อเชื่อมรถพ่วง
การพ่วงรถ - เสียบหมุดลงไปที่รูแล้วหมุนทำมุม 90 องศา แล้วดึงออก
- สอดใส่สลักตัวพ่วงลงในรูที่เปิดให้พอดี
- เสียบหมุดลงไปอีกครั้งให้ดันแรงสปริง แล้วหมุนไป 90 องศา ( หมุดจะถูกตรึงอยู่ในตำแหน่งนี้ )
น้ำหนักมากที่สุดที่พ่วงได้ น้ำหนักมากที่สุดที่ใช้ได้ในการพ่วงจะเท่ากับน้ำหนักบรรทุกสูงสุดของงาที่ระบุไว้บนแผ่นทางด้านขวาของที่นั่งคนขับ
ห้ามบรรทุกสิ่งของใดๆ บนงาในกรณีที่ใช้รถพ่วงกับน้ำหนักสูงสุด
อาจใช้งาบรรทุกสิ่งของบางส่วนได้โดยใช้รถพ่วงบรรทุกน้ำหนักที่เหลือ
ข้อควรระวัง จะใช้รถพ่วงกับน้ำหนักมากที่สุดได้เมื่ออยู่บนพื้นเรียบเท่านั้น และจะต้องลดน้ำหนักลงหากรถต้องวิ่งบนทางลาด
โปรดแจ้งสภาพของรถแก่ผู้ผลิต หรือตัวแทนจำหน่ายเพื่อรับข้อมูลที่จำเป็น
การใช้รถอื่นลากรถพ่วง ควรใช้ความเร็วเท่ากับความเร็วในการเดินลากรถพ่วงการควบคุมพวงมาลัยจะเป็นไปได้ยาก เซอร์โวสเดียริ่งจะไม่ทำงาน
การเคลื่อนย้ายรถยก
- สำหรับการเคลื่อนย้ายรถยกโดยใช้รถเครน ให้เกี่ยวขอให้ถูกตำแหน่งซึ่งระบุไว้ด้วยสัญลักษณ์ตะขอ ควรแทรกแผ่นไม้ไว้ด้วยเพื่อป้องกันความเสียหาย
- จะมีหูสำหรับเกี่ยวกับขอที่ตัวรถ
น้ำหนัก ให้ศึกษาคำแนะนำของผู้ผลิต
การขนย้ายรถ
1.ลิ่ม ป้องกันการเลื่อนไหลของล้อหน้า และล้อหลังโดยใช้ลิ่ม 2 อัน เสียบไว้ทั้ง 2 ด้านของล้อโดยใช้ก้อนอิฐประกบไว้ด้านข้าง
2.การผูกเชือก ใช้เชือกผูกโดยให้เชือกอยู่ที่เสาด้านหน้า และปมพ่วงด้านหลัง
ข้อปฏิบัติก่อนใช้งา บรรทุกของและการปรับงา
ก่อนใช้งาบรรทุกของ
-ศึกษาความสามารถในการบรรทุกน้ำหนักจากแผ่นป้ายทางด้านขวาของที่นั่งคนขับ ห้ามใช้งาบรรทุกน้ำหนักเกินจากที่กำหนดไว้ เพราะจะเป็นการบั่นทอนประสิทธิภาพการทำงานของรถ
* ระยะของจุดศูนย์กลางน้ำหนักจากฐานของงา (ม.ม.)
*ความสูงในการยก (ม.ม.)
*น้ำหนักบรรทุกสูงสุด (ก.ก.)
ตัวอย่าง
น้ำหนักของสิ่งของที่จะยก 1270 ก.ก.ระยะของจุดศูนย์กลางน้ำหนักจากฐานของงา 600 ม.ม. ความสูงในการยก 5030 ม.ม.
( ข้อมูลข้างต้นเป็นเพียงตัวอย่างโปรดศึกษาจากแผ่นป้ายบนตัวรถของท่่านด้วย
การปรัระยะห่างของงา
ระยะระหว่างทั้ง 2 ควรกว้างพอควรเพื่อที่จะวางสิ่งของจะได้ไม่เลื่อนตกลงมาขณะทำการยก ปรับงาทั้ง 2 ข้างให้ได้ระยะห่างที่พอเหมาะแล้วทำการล็อคงาไว้ให้เรียบร้อย
- ยกสลักขึ้น แล้วเลื่อนงาตามระยะห่างที่เหมาะสมจากนั้นทำการเลื่อนสลักลงเพื่อทำการล็อค
- จุดศูนย์กลางของน้ำหนักควรอยู่กึ่งกลางงาทั้ง 2 ข้าง
- ห้ามปรับระยะห่างของงาในขณะที่ใช้งาบรรทุกสิ่งของ
การใช้งายกของ
-ขับรถเข้าหาแร็คด้วยความเร็วปานกลาง แล้วค่อยๆหยุดเมื่อถึงแร็ค
- ปรับคันบังคับเลือกทิศทางให้อยู่ในตำแหน่งกลาง
- ใส่เบรคจอด
- ปรับเสาให้ตั้งตรงโดยผลักคันบังคับไปด้านหน้ายกงาขึ้น แล้วปรับคันบังคับไปด้านหลังความเร็วเครื่องยนต์จะเพิ่มขึ้นเพื่อให้ยกน้ำหนักได้เร็ว
-ผลักคันเลือกทิศทางไปข้างหน้า
-ปลดเบรคจอด
-เคลื่อนรถไปข้างหน้าช้าๆ แล้วสอดงาเข้าไปใต้สิ่งของให้ลึกที่สุด ระวังอย่าให้งากระแทกสิ่งของหรือแร็คหยุดรถเมื่อสิ่งของวางอยู่ชิดกับฐานงาเรียบร้อยแล้วจุดศูนย์กลางของน้ำหนักต้องอยู่กึ่งกลางระหว่างงาทั้ง 2
-ใส่เบรคจอด
-ยกงาขึ้นจนสัมผัสกับสิ่งของที่จะบรรทุก
-ปรับคันบังคับเลือกทิศทางเป็นถอยหลัง
-ปลดเบรคจอด ตรวจดูว่าทางเดินรถด้านหลังไม่มีสิ่งกีดขวาง ถอยรถช้าๆจนสิ่งของพ้นจากตัวแร็คแล้วเบรค
- ใส่เบรคจอด
การเคลื่อนย้ายของ
-ปรับเสาให้หงายขึ้นไปทางด้านหลังจนสุด
-ลดความสูงของงาลงมาจนได้ระดับเหมาะสมแก่การเดินรถ เว้นระยะห่างจากพื้นให้พอเหมาะ
-ปลดเบรคจอด และเริ่มเคลื่อนรถได้ ขับรถอย่างระมัดระวังหากต้องเลี้ยวและหลีกเลี่ยงการเบรคอย่างกะทันหัน
-เวลาเดินรถควรให้สิ่งของอยู่ในระดับต่ำที่สุดที่จะเป็นไปได้ การบรรทุกสิ่งของที่อยู่ในระดับสูงเป็นการบั่นทอนประสิทธิภาพของรถ
-ควรปรับระดับงาให้อยู่ห่างจากพื้นพอประมาณ และควรเดินรถถอยหลังหากสิ่งของที่บรรทุกอยู่ทำให้ไม่สามารถมองเห้นเส้นทางเดินรถได้ชัดเจน
-เวลาเดินรถให้ปรับเสาหงายไปทางด้านหลังให้มากที่สุดเสมอ
-ควรเร่งหรือชลอความเร็วด้วยความนุ่มนวลและหลีกเลี่ยงการสตาร์ท หรือเบรคอย่างกะทันหัน
-ห้ามบรรทุกของในขณะที่งาไม่ได้อยู่ในตำแหน่งกลาง
-ควรขึ้นทางชันโดยให้สิ่งของอยู่ทางด้านหน้ารถ และลงทางชันโดยให้สิ่งของอยู่ทางด้านหลังรถ
-ห้ามขับรถข้ามสิ่งกีดขวางที่ทำมุม 90 องศากับพื้น(ควรมีไม้วางพาดไว้) และห้ามเลี้ยวบนทางลาดชัน
-ห้ามไม่ให้มีผู้ใดเดินผ่าน หรือเดินใต้งาเด็ดขาด
การขนของเข้า
-ปฏิบัติตามขั้นตอนข้างต้นทั้งหมดโดยเรียงย้อนจากหลังไปหน้า
-เดินรถเข้าหาแร็ค ยกสิ่งของให้สูงกว่าระดับชั้นที่จะวางเล็กน้อยเมื่อสิ่งของอยู่เหนือชั้นวางแล้ว ปรับเสาให้ตั้งตรง แล้ววางของลงบนชั้นจากนั้นเดินรถถอยหลังจนกว่าสิ่งของจะพ้นจากงา
-ลดงาลงมาจนถึงระดับที่จะเดินรถปรับเสาให้หงายไปข้างหลังแล้วเดินรถได้
การจอดรถเพื่อทำการเปลี่ยนแบตเตอรี่
การจอดรถ
-ปรับคันเลือกทิศทางให้อยู่ในตำแหน่งกลาง
-ใส่เบรคจอด
-ปรับเสาให้อยู่ในแนวตั้ง
-ลดระดับงาลงจนถึงพื้น
-ปรับสวิตช์ไปทางซ้ายแล้วถอดออก
-ถอดปลั๊กแบตเตอรี่
( ห้ามทิ้งรถในขณะที่มีน้ำหนักบรรทุกอยู่ )
การเปลี่ยนแบตเตอรี่
-โยกพวงมาลัยไปข้างหน้าแล้วล็อคไว้
-ถอดสายแบตเตอรี่
-เลื่อนเบาะไปข้างหลังให้มากที่สุด
-เปิดล็อคฝาครอบแบตเตอรี่โดยเลื่อนตัวล็อคไปทางซ้าย
-ยกฝาครอบแบตเตอรี่ขึ้นโดยจับตรงหูที่จับ
-สำหรับการเปลี่ยนแบตเตอรี่ที่ยกออกจากด้านบนให้ผูกรอกเข้ากับแบตเตอรี่โดยให้สายรอกผ่านช่องว่างระหว่างซี่เหล็กเหนือที่นั่งคนขับ
-ติดตั้งแบตเตอรี่ลูกใหม่ ( ควรเปลี่ยนแบตเตอรี่ที่มีน้ำหนักเท่ากันเท่านั้นเพราะน้ำหนักของแบตเตอรี่มีผลต่อความสมดุลย์ของรถน้ำหนักของแบตเตอรี่จะระบุไว้ที่ตัวรถและตัวแบตเตอรี่ )
-ปิดฝาครอบแบตเตอรี่
-ต่อปลั๊กแบตเตอรี่
อุปกรณ์เพิ่มเติมพอเศษ
เบรคมือ จะทำงานควบคุมล้อหน้าโดยใช้สายเคเบิ้ล
แท่งวัดระดับน้ำมันไฮดรอลิค สามารถตรวจเช็คระดับน้ำมันไฮดรอลิคได้โดยใช้แท่งเหล็ก
การระบายอากาศสำหรับมอเตอร์ไฟฟ้า เมื่อความร้อนขึ้นสูงถึง 80 องศา เครื่องระบายอากาศจะทำการระบายความร้อนของมอเตอร์ไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ
หูเกี่ยวรอก ในการใช้เครนยก ให้เกี่ยวตะขอเครนเข้ากับหูเกี่ยวของรถซึ่งจะมีเครื่องหมายตะขอแสดงไว้
งาเสริม ติดงาเสริมเข้ากับงาตัวเดิม
WWW.PCNFORKLIFT.COM
พนักงานขับรถยกและผู้ที่เกี่ยวข้องควรมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับอุปกรณ์ และสัญลักษ์ต่างๆที่อยู่ในรถ วิธีการตรวจเช็คสภาพที่พร้อมใช้งาน รวมไปถึงการแก้ไขปัญหาเบื้องต้น และการดูแลรักษาเครื่องยนต์เพื่อยืดอายุการใช้งานของเครื่องยนต์ ซึ่งสามารถปฏิบัติได้ดังนี้
การต่อแบตเตอรี่
ดึงหัวปลั๊กแบตเตอรี่ออกจากเครื่องชาร์ทไฟ แล้วนำไปเสียบกับตัวเสียบที่ตัวรถ
ตรวจสอบการชาร์ทแบตเตอรี่
มาตรวัดระดับแบตเตอรี่จะบอกสภาพของแบตเตอรี่ในขณะนั้น เราจะสามารถอ่านค่าไฟแบตเตอรี่ที่ถูกต้องได้หลังจากที่ได้ต่อแบตเตอรี่แล้วประมาณ 1 นาที
ความหมายเมื่อเข็มชี้ไปยังตำแหน่งต่างๆ
- ช่องระดับแรกนับจากซ้ายมือแสดงว่าเหลือระดับไฟ 20 เปอร์เซน
-สัญญาณไฟกระพริบเมื่อเหลือระดับไฟ 20 เปอร์เซน เพื่อเตือนให้ชาร์ทไฟ ระบบไฮดรอลิกในการยกจะถูกตัดโดยอัตโนมัติหากปิดสวิตช์มาตรวัด
-เมื่อเข็มชี้ไปที่ฝั่งขวามือแสดงว่าระดับไฟปกติคือ 80 เปอร์เซนต์ เมื่อระดับไฟแบตเตอรี่ลดเหลือ 20 เปอร์เซนต์ ควรหยุดปฏิบัติงานและทำการชาร์ทไฟใหม่ทันที
การสตาร์ทเครื่อง
เสียบกุญแจลงในล็อค แล้วหมุนไปทางขวาตามเข็มนาฬิกา
มาตรวัดชั่งโมงการทำงาน
มาตรวัดจะทำการบอกชั่วโมงการทำงานที่ผ่านมาของรถและจะทำงานเมื่อไขกุญแจเริ่มการใช้งานเท่านั้น
การปรับเบาะที่นั่ง
-เลื่อนเบาะไปข้างหน้า หรือข้างหลังโดยการผลักปุ่มด้านล่างทางซ้ายมือของเบาะที่นั่ง ไปทางซ้าย เลื่อนที่นั่งแล้วปล่อย
-ปรับพนักพิงหลังโดยดึงเหล็กที่อยู่ด้านล่างของเบาะด้านหน้าขึ้น
-ปรับความยืดหยุ่นของเบาะที่นั่งตามน้ำหนักของคนขับโดยหมุนปุ่มที่อยู่ด้านข้างทางซ้ายของเบาะหมุนไปทางซ้ายสำหรับน้ำหนักเบา และทางขวาสำหรับน้ำหนักมากและควรปรับเมื่อไม่มีคนอยู่บนเบาะ
การปรับระดับพวงมาลัย
-กดคันล๊อคแกนพวงมาลัยลงปรับระดับความต้องการแล้วปรับคันล๊อคพวงมาลัยเข้าที่เดิม
-ในกรณีที่คันล๊อคพวงมาลัยเกะกะเท้า หรืทำให้ไม่สะดวกในการทำงานให้ดันคันล๊อคออกจากแกนหมุนให้พ้นทางแล้วเสียบกลับตมาเดิม
-ตรวจสอบให้แน่ใจทุกครั้งว่าแกนพวงมาลัยได้ถูกล๊อคไว้อย่างแน่นหนาแล้ว
การตรวจระดับน้ำมันเบรค
ตรวจระดับน้ำมันเบรคในถังเก็บให้มีปริมาตรอย่างน้อย 3 / 4 ของปริมาตรทั้งหมดหรือเติมน้ำมันเบรคตามคู่มือคำแนะนำ
การตรวจสอบระบบการเบรค
- รถต้องหยุดสนิทเมื่อเหยียบเบรค
- รถต้องจอดนิ่งเมื่อใส่เบรค
การตรวจสอบเบรคจอด
- ล้อหยุดนิ่งเมื่อใส่เบรคจอด
- เมื่อรถเบรคไฟเบรคสว่างขึ้น
- เบรคมือจัดเป็นอุปกรณ์เพิ่มเติมพิเศษ
การขับเคลื่อน
- ยกงาให้สูงจากพื้นเพียงพอแล้วดึงคันบังคับ
- ห้ามใช้งายกนำ้หนักในขั้นนี้
- เลือกทางเดินรถที่คนขับมีความชำนาญ และให้เมาะกับขนาดของรถ
การสตาร์ท
-ปลดเบรคจอดโดยเหยียบไปที่ส่วนล่างของคันเบรค แล้วปล่อยให้ถอนคืน สัญญาณเบรคจะหายไป
- เลือกทิศทางโดยใช้คันบังคับ
- เหยีียบคัยเร่ง
การถอยหลัง
- ปล่อยคันเร่งแล้วเหยียบเบรค
- ปรับคันเลือกทิศทาง แล้วเหยียบคันเร่ง สามารถปรับคันเลือกทิศทางได้ในขณะเหยียบคันเร่งโดยรถจะหยุด และรถออกตัวอีกครั้งในทิศทางตรงกันข้าม ( ถอยหลัง )
พวงมาลัย
ควบคุมการเลี้ยวของรถโดยหมุนพวงมาลัย วงเลี้ยวศึกษาจากข้อมูลทางเทคนิค
เมื่อเกิดจุดขัดข้อง
- สัญญาณเตือนจะสว่างขึ้นเมื่อถึงเวลาต้องเปลี่ยนคาร์บอนบรัช
- เปลี่ยนคาร์บอนบรัชตามคำแนะนำ ( อุปกรณ์พิเศษเพิ่มเติม )
การปฏิบัติงานเมื่อมีคันเหยียบ 2 อัน ในการขับขี่
- ยกงาขึ้นสูงจากพื้นจนได้ช่องว่างจากพื้นตามต้องการแล้วผลัก (คันบังคับการยกขึ้น - ลง ) ลง
- ห้ามใช้งายกของในช่วงนี้
- เลือกช่องทางเดินรถที่ชำนาญ
การเดินหน้า
- ปลดเบรคจอด
- เหยียบคันเร่งทางด้านขวา รถจะเคลื่อนตัวไปข้างหน้า
- เพิ่มความเร็วโดยเหยียบคันเร่ง และลดความเร็วโดยผ่อนคันเร่ง
การกลับทิศทาง
- ถอนคันเร่ง
- เหยียบคันเร่งของทิศทางตรงกันข้าม รถจะหยุดและเคลื่อนตัวใหม่ในทิศทางตรงกันข้าม
การถอยหลัง
- เหยียบคันเร่งทางด้านขวา
- เพิ่มความเร็วโดยเหยียบคันเร่ง และลดความเร็วโดยการผ่อนคันเร่ง
- ไฟหลังจะสว่างขึ้น
ก่ารเบรค การควบคุมการยกเบรค
- เหยียบเบรคที่เท้า เพื่อหยุดรถในขณะที่ขับเคลื่อน
- ในการเหยียบเบรค เบรคจะทำงานด้วยไฟฟ้าในระดับแรก เมื่อเหยียบเบรคลึกลงไป จะเป็นการเบรคโดยใช้ระบบไฮดรอลิก
- เบรคไฟฟ้าจะช่วยยึดชั่วโมงการทำงานของแบตเตอรี่และยังช่วยยืดอายุผ้าเบรค เพราะพลังไฟจะกลับสู่แบตเตอรี่เมื่อเบรค
เบรคจอด
เมื่อต้องการจอด เหยียบคันเบรคให้จมหากใช้เบรคมือด้วยให้ดูหน้า
ข้อควรระวัง
- เบรคในระบบไฟฟ้าจะไม่ทำงานในการเบรคจอด เมื่อเบรคจอดกระแสไฟในมอเตอร์จะลดลงเหลือ 40 เปอร์เซนต์ ของค่าไฟสูงสุด
- การสตาร์ทรถโดยยังไม่ปลดเบรคจอด จะไม่ทำให้ใช้ไฟเกินกำลัง
- ในการปลดเบรคจอด เหยียบไปที่ส่วนล่างของคันเบรคแล้วปล่อยให้คืนตัว
การยกและการเอียง
การโยกเสาไปข้างหน้า ผลักคันบังคับอันที่ 2 ไปข้างหน้า
ก่ารโยกเสาไปข้างหลัง ผลักคันบังคับลง
การยกงาขึ้น ผลักคันบังคับอันที่ 1 ไปข้างหลัง
การลดงาลง ผลักคันบังคับไปข้างหน้า
คันบังคับอันที่ 3 ใช้สำหรับตัวคีบ หรืองาด้านข้าง
คันบังคับอันที่ 4 ใช้สำหรับงาเสริมแบบหมุนได้
( สามารถศึกษาวิธีการควบคุมได้จากแผ่นคำแนะนำที่มากับอุปกรณ์เสริมพิเศษ )
ข้อปฏิบัติในกรณีที่มีคันบังคับอันเดียว
การโยกงาไปข้างหน้า ผลักคันบังคับไปข้างหน้า
การโยกงาไปข้างหลัง ผลักคันบังคับไปข้างหลัง
การยกงา ผลักคันบังคับไปทางขวา
การลดงา ผลักคันบังคับไปทางซ้าย
ระบบไฮดรอลิกเพิ่มเติม
ระบบเสาและงา การปรับระบบไฮดรอลิก
แรงดันในระบบไฮดรอลิกนี้มีหลายขนาด สามารถอ่านค่าความดันได้จากมาตรวัดความดัน
- ผ่อนแผ่นเกลียวออก
- ปรับระดับสำหรับตัวหนีบ (ปิดตัวหนีบ )
- หมุนลูกบิดตามค่าความดันที่ต้องการโดยความดันจะเพิ่มขึ้นเมื่อหมุนตามเข็มนาฬิกา (ห้ามถอดจีมออกเด็ดขาด )
เสาและงา
เสาแบบเทเล เมื่อผลักคันบังคับมาข้างหลังเสาจะยกงาขึ้นโดยใช้กระบอกสูบ 2 อันด้านนอก และโซ่ (งาจะถูกยกขึ้นด้วยความเร็วเป็น 2 เท่าของเสา ) ควรตรวจสอบความสูงหากเป็นบริเวณที่มีเพดานต่ำ
เสาแบบนิโฮ เมื่อผลักคันบังคับมาข้างหลังกระบอกสูบด้านในจะยกงาสูงขึ้นถึงความสูงระดับ 1 จากนั้นกระบอกสูบด้านนอกจะยกงาต่อจนถึงความสูงสุด
เสา 3 ตอน
การทำงานเหมือนเสาแบบนิโฮ แต่สามารถยกได้สูงกว่าหากยกของขึ้นสูงถึงระดับ 1 ไม่จำเป็นต้องระวังความสูงของกระบอกสูบด้านใน
สัญญาณไฟ และที่ปัดน้ำฝน
สัญญาณไฟ - ดึงสวิตช์ไฟเบรคออกมา ไฟเบรคจอดจะสว่างขึ้น
- ดึงสวิตช์ไฟหน้า ไฟหน้าจะสว่างขึ้น
- เปิดไฟฉุกเฉินโดยกดสวิตช์ สัญญาณไฟที่สวิตช์จะกระพริบ
ไฟสูง - เปิดสวิตช์ปรับคันควบคุมทิศทาง ไปทางซ้ายหรือทางขวา ตามต้องการ
การเปิดสวิตช์ที่ปัดน้ำฝน ให้ดึงสวตช์ที่ปัดน้ำฝน
แตรรถและฟิวส์
แตรรถ เหยียบสวิตชืแตรที่เท้า
ฟิวส์ ฟิวส์หลักอยู่ที่หนวยควบคุมไฟฟ้าด้านหลังของตัวรถ
ฟิวส์สำหรับสัญญาณไฟ กล่องฟิวส์ทางด้านซ้ายบรรจุฟิวส์สำหรับ
- ไฟหน้าด้านขวา
- ไฟหน้าด้านซ้าย
- สัญญาณไฟ
- ไฟเบรค
การต่อเชื่อมรถพ่วง
การพ่วงรถ - เสียบหมุดลงไปที่รูแล้วหมุนทำมุม 90 องศา แล้วดึงออก
- สอดใส่สลักตัวพ่วงลงในรูที่เปิดให้พอดี
- เสียบหมุดลงไปอีกครั้งให้ดันแรงสปริง แล้วหมุนไป 90 องศา ( หมุดจะถูกตรึงอยู่ในตำแหน่งนี้ )
น้ำหนักมากที่สุดที่พ่วงได้ น้ำหนักมากที่สุดที่ใช้ได้ในการพ่วงจะเท่ากับน้ำหนักบรรทุกสูงสุดของงาที่ระบุไว้บนแผ่นทางด้านขวาของที่นั่งคนขับ
ห้ามบรรทุกสิ่งของใดๆ บนงาในกรณีที่ใช้รถพ่วงกับน้ำหนักสูงสุด
อาจใช้งาบรรทุกสิ่งของบางส่วนได้โดยใช้รถพ่วงบรรทุกน้ำหนักที่เหลือ
ข้อควรระวัง จะใช้รถพ่วงกับน้ำหนักมากที่สุดได้เมื่ออยู่บนพื้นเรียบเท่านั้น และจะต้องลดน้ำหนักลงหากรถต้องวิ่งบนทางลาด
โปรดแจ้งสภาพของรถแก่ผู้ผลิต หรือตัวแทนจำหน่ายเพื่อรับข้อมูลที่จำเป็น
การใช้รถอื่นลากรถพ่วง ควรใช้ความเร็วเท่ากับความเร็วในการเดินลากรถพ่วงการควบคุมพวงมาลัยจะเป็นไปได้ยาก เซอร์โวสเดียริ่งจะไม่ทำงาน
การเคลื่อนย้ายรถยก
- สำหรับการเคลื่อนย้ายรถยกโดยใช้รถเครน ให้เกี่ยวขอให้ถูกตำแหน่งซึ่งระบุไว้ด้วยสัญลักษณ์ตะขอ ควรแทรกแผ่นไม้ไว้ด้วยเพื่อป้องกันความเสียหาย
- จะมีหูสำหรับเกี่ยวกับขอที่ตัวรถ
น้ำหนัก ให้ศึกษาคำแนะนำของผู้ผลิต
การขนย้ายรถ
1.ลิ่ม ป้องกันการเลื่อนไหลของล้อหน้า และล้อหลังโดยใช้ลิ่ม 2 อัน เสียบไว้ทั้ง 2 ด้านของล้อโดยใช้ก้อนอิฐประกบไว้ด้านข้าง
2.การผูกเชือก ใช้เชือกผูกโดยให้เชือกอยู่ที่เสาด้านหน้า และปมพ่วงด้านหลัง
ข้อปฏิบัติก่อนใช้งา บรรทุกของและการปรับงา
ก่อนใช้งาบรรทุกของ
-ศึกษาความสามารถในการบรรทุกน้ำหนักจากแผ่นป้ายทางด้านขวาของที่นั่งคนขับ ห้ามใช้งาบรรทุกน้ำหนักเกินจากที่กำหนดไว้ เพราะจะเป็นการบั่นทอนประสิทธิภาพการทำงานของรถ
* ระยะของจุดศูนย์กลางน้ำหนักจากฐานของงา (ม.ม.)
*ความสูงในการยก (ม.ม.)
*น้ำหนักบรรทุกสูงสุด (ก.ก.)
ตัวอย่าง
น้ำหนักของสิ่งของที่จะยก 1270 ก.ก.ระยะของจุดศูนย์กลางน้ำหนักจากฐานของงา 600 ม.ม. ความสูงในการยก 5030 ม.ม.
( ข้อมูลข้างต้นเป็นเพียงตัวอย่างโปรดศึกษาจากแผ่นป้ายบนตัวรถของท่่านด้วย
การปรัระยะห่างของงา
ระยะระหว่างทั้ง 2 ควรกว้างพอควรเพื่อที่จะวางสิ่งของจะได้ไม่เลื่อนตกลงมาขณะทำการยก ปรับงาทั้ง 2 ข้างให้ได้ระยะห่างที่พอเหมาะแล้วทำการล็อคงาไว้ให้เรียบร้อย
- ยกสลักขึ้น แล้วเลื่อนงาตามระยะห่างที่เหมาะสมจากนั้นทำการเลื่อนสลักลงเพื่อทำการล็อค
- จุดศูนย์กลางของน้ำหนักควรอยู่กึ่งกลางงาทั้ง 2 ข้าง
- ห้ามปรับระยะห่างของงาในขณะที่ใช้งาบรรทุกสิ่งของ
การใช้งายกของ
-ขับรถเข้าหาแร็คด้วยความเร็วปานกลาง แล้วค่อยๆหยุดเมื่อถึงแร็ค
- ปรับคันบังคับเลือกทิศทางให้อยู่ในตำแหน่งกลาง
- ใส่เบรคจอด
- ปรับเสาให้ตั้งตรงโดยผลักคันบังคับไปด้านหน้ายกงาขึ้น แล้วปรับคันบังคับไปด้านหลังความเร็วเครื่องยนต์จะเพิ่มขึ้นเพื่อให้ยกน้ำหนักได้เร็ว
-ผลักคันเลือกทิศทางไปข้างหน้า
-ปลดเบรคจอด
-เคลื่อนรถไปข้างหน้าช้าๆ แล้วสอดงาเข้าไปใต้สิ่งของให้ลึกที่สุด ระวังอย่าให้งากระแทกสิ่งของหรือแร็คหยุดรถเมื่อสิ่งของวางอยู่ชิดกับฐานงาเรียบร้อยแล้วจุดศูนย์กลางของน้ำหนักต้องอยู่กึ่งกลางระหว่างงาทั้ง 2
-ใส่เบรคจอด
-ยกงาขึ้นจนสัมผัสกับสิ่งของที่จะบรรทุก
-ปรับคันบังคับเลือกทิศทางเป็นถอยหลัง
-ปลดเบรคจอด ตรวจดูว่าทางเดินรถด้านหลังไม่มีสิ่งกีดขวาง ถอยรถช้าๆจนสิ่งของพ้นจากตัวแร็คแล้วเบรค
- ใส่เบรคจอด
การเคลื่อนย้ายของ
-ปรับเสาให้หงายขึ้นไปทางด้านหลังจนสุด
-ลดความสูงของงาลงมาจนได้ระดับเหมาะสมแก่การเดินรถ เว้นระยะห่างจากพื้นให้พอเหมาะ
-ปลดเบรคจอด และเริ่มเคลื่อนรถได้ ขับรถอย่างระมัดระวังหากต้องเลี้ยวและหลีกเลี่ยงการเบรคอย่างกะทันหัน
-เวลาเดินรถควรให้สิ่งของอยู่ในระดับต่ำที่สุดที่จะเป็นไปได้ การบรรทุกสิ่งของที่อยู่ในระดับสูงเป็นการบั่นทอนประสิทธิภาพของรถ
-ควรปรับระดับงาให้อยู่ห่างจากพื้นพอประมาณ และควรเดินรถถอยหลังหากสิ่งของที่บรรทุกอยู่ทำให้ไม่สามารถมองเห้นเส้นทางเดินรถได้ชัดเจน
-เวลาเดินรถให้ปรับเสาหงายไปทางด้านหลังให้มากที่สุดเสมอ
-ควรเร่งหรือชลอความเร็วด้วยความนุ่มนวลและหลีกเลี่ยงการสตาร์ท หรือเบรคอย่างกะทันหัน
-ห้ามบรรทุกของในขณะที่งาไม่ได้อยู่ในตำแหน่งกลาง
-ควรขึ้นทางชันโดยให้สิ่งของอยู่ทางด้านหน้ารถ และลงทางชันโดยให้สิ่งของอยู่ทางด้านหลังรถ
-ห้ามขับรถข้ามสิ่งกีดขวางที่ทำมุม 90 องศากับพื้น(ควรมีไม้วางพาดไว้) และห้ามเลี้ยวบนทางลาดชัน
-ห้ามไม่ให้มีผู้ใดเดินผ่าน หรือเดินใต้งาเด็ดขาด
การขนของเข้า
-ปฏิบัติตามขั้นตอนข้างต้นทั้งหมดโดยเรียงย้อนจากหลังไปหน้า
-เดินรถเข้าหาแร็ค ยกสิ่งของให้สูงกว่าระดับชั้นที่จะวางเล็กน้อยเมื่อสิ่งของอยู่เหนือชั้นวางแล้ว ปรับเสาให้ตั้งตรง แล้ววางของลงบนชั้นจากนั้นเดินรถถอยหลังจนกว่าสิ่งของจะพ้นจากงา
-ลดงาลงมาจนถึงระดับที่จะเดินรถปรับเสาให้หงายไปข้างหลังแล้วเดินรถได้
การจอดรถเพื่อทำการเปลี่ยนแบตเตอรี่
การจอดรถ
-ปรับคันเลือกทิศทางให้อยู่ในตำแหน่งกลาง
-ใส่เบรคจอด
-ปรับเสาให้อยู่ในแนวตั้ง
-ลดระดับงาลงจนถึงพื้น
-ปรับสวิตช์ไปทางซ้ายแล้วถอดออก
-ถอดปลั๊กแบตเตอรี่
( ห้ามทิ้งรถในขณะที่มีน้ำหนักบรรทุกอยู่ )
การเปลี่ยนแบตเตอรี่
-โยกพวงมาลัยไปข้างหน้าแล้วล็อคไว้
-ถอดสายแบตเตอรี่
-เลื่อนเบาะไปข้างหลังให้มากที่สุด
-เปิดล็อคฝาครอบแบตเตอรี่โดยเลื่อนตัวล็อคไปทางซ้าย
-ยกฝาครอบแบตเตอรี่ขึ้นโดยจับตรงหูที่จับ
-สำหรับการเปลี่ยนแบตเตอรี่ที่ยกออกจากด้านบนให้ผูกรอกเข้ากับแบตเตอรี่โดยให้สายรอกผ่านช่องว่างระหว่างซี่เหล็กเหนือที่นั่งคนขับ
-ติดตั้งแบตเตอรี่ลูกใหม่ ( ควรเปลี่ยนแบตเตอรี่ที่มีน้ำหนักเท่ากันเท่านั้นเพราะน้ำหนักของแบตเตอรี่มีผลต่อความสมดุลย์ของรถน้ำหนักของแบตเตอรี่จะระบุไว้ที่ตัวรถและตัวแบตเตอรี่ )
-ปิดฝาครอบแบตเตอรี่
-ต่อปลั๊กแบตเตอรี่
อุปกรณ์เพิ่มเติมพอเศษ
เบรคมือ จะทำงานควบคุมล้อหน้าโดยใช้สายเคเบิ้ล
แท่งวัดระดับน้ำมันไฮดรอลิค สามารถตรวจเช็คระดับน้ำมันไฮดรอลิคได้โดยใช้แท่งเหล็ก
การระบายอากาศสำหรับมอเตอร์ไฟฟ้า เมื่อความร้อนขึ้นสูงถึง 80 องศา เครื่องระบายอากาศจะทำการระบายความร้อนของมอเตอร์ไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ
หูเกี่ยวรอก ในการใช้เครนยก ให้เกี่ยวตะขอเครนเข้ากับหูเกี่ยวของรถซึ่งจะมีเครื่องหมายตะขอแสดงไว้
งาเสริม ติดงาเสริมเข้ากับงาตัวเดิม
WWW.PCNFORKLIFT.COM
วันพุธที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2555
ส่วนประกอบต่างๆของรถยก
ส่วนประกอบต่างๆของรถยก
1. เสา
2.โครงเหล็กหลังคาป้องกันภัยเหนือที่นั่งคนขับ
3.คันบังคับต่างๆ คันบังคับยก ,เอียง,กระดกและอุปกรณ์อื่นๆ
4.เบาะนั่งคนขับ
5.ใส้กรองน้ำมันไฮดรอลิก
6.ปั๊มพ์พวงมาลัยผ่อนแรง
7.ปั๊มไฮดรอลิกส์
8.จุดผูกเชื่อมลาก รถพ่วง
9.กระบอกสูบพวงมาลัย
10.เพลา
11.เครื่องควบคุมไฟฟ้า
12.แบตเตอรี่
13.หัวขั้วแบตเตอรี่
14.เพลาขับเคลื่อน
15.กระบอกสูบบังคับเอียง และกระจก
16.มอเตอร์ขับเคลื่อน
17.งา
18.กระบอกสูบยก
ส่วนประกอบภายต่างๆในคอกคนขับ
1. สวิตช์ที่ปัดน้ำฝน
2. สวิตช์ไฟ
3. ปุ่มจับบนพวงมาลัย
4. คันบังคับเลือกทิศทาง
5. สัญญาณไฟเลี้ยว
6. สัญญาณทิศทาง
7. ล็อคสวิตช์
8. ถังเก็บน้ำมันเบรก
9. มาตรบอกระดับการชาร์จแบตเตอรี่
10. ไฟเบรกมือ
11. มาตรวัดชั่วโมง
12. สวิตช์ในกรณีมีระบบไฮดรอลิกเพิ่มเติม
13.สวิตช์ควบคุาคาร์บอนบรัชในไดร์ฟมอเตอร์
14. มอเตอร์คาร์บอนบรัชควบคุมการทำงานของไฮดรอลิก
15. มอเตอร์คาร์บอนบรัชควบคุมการทำงานของปั๊มพวงมาลัย
16. เกย์วัดความดันสำหรับระบบไฮดรอลิกเสริม
17. คันบังคับสำหรับอุปกรณ์ที่ทำมาติด (เลือกได้)
18. คันบังคับสำหรับเสาเอียง กระดก
19.คันบังคับในการยกงาขึ้น - ลง
20. คันเร่ง
21. คันปรับตำแหน่งพวงมาลัย
22. คันเบรก
23. ปุ่มแตร
24. เบรคจอด
25. สวิตช์ไฟฉุกเฉิน
26. สวิตช์ไฟ สปอร์ตไลท์
27. หัวขั้วต่อแบตเตอรี่
28. กล่องฟิวส์สำหรับไฟต่างๆ
WWW.PCNFORKLIFT.COM
1. เสา
2.โครงเหล็กหลังคาป้องกันภัยเหนือที่นั่งคนขับ
3.คันบังคับต่างๆ คันบังคับยก ,เอียง,กระดกและอุปกรณ์อื่นๆ
4.เบาะนั่งคนขับ
5.ใส้กรองน้ำมันไฮดรอลิก
6.ปั๊มพ์พวงมาลัยผ่อนแรง
7.ปั๊มไฮดรอลิกส์
8.จุดผูกเชื่อมลาก รถพ่วง
9.กระบอกสูบพวงมาลัย
10.เพลา
11.เครื่องควบคุมไฟฟ้า
12.แบตเตอรี่
13.หัวขั้วแบตเตอรี่
14.เพลาขับเคลื่อน
15.กระบอกสูบบังคับเอียง และกระจก
16.มอเตอร์ขับเคลื่อน
17.งา
18.กระบอกสูบยก
ส่วนประกอบภายต่างๆในคอกคนขับ
1. สวิตช์ที่ปัดน้ำฝน
2. สวิตช์ไฟ
3. ปุ่มจับบนพวงมาลัย
4. คันบังคับเลือกทิศทาง
5. สัญญาณไฟเลี้ยว
6. สัญญาณทิศทาง
7. ล็อคสวิตช์
8. ถังเก็บน้ำมันเบรก
9. มาตรบอกระดับการชาร์จแบตเตอรี่
10. ไฟเบรกมือ
11. มาตรวัดชั่วโมง
12. สวิตช์ในกรณีมีระบบไฮดรอลิกเพิ่มเติม
13.สวิตช์ควบคุาคาร์บอนบรัชในไดร์ฟมอเตอร์
14. มอเตอร์คาร์บอนบรัชควบคุมการทำงานของไฮดรอลิก
15. มอเตอร์คาร์บอนบรัชควบคุมการทำงานของปั๊มพวงมาลัย
16. เกย์วัดความดันสำหรับระบบไฮดรอลิกเสริม
17. คันบังคับสำหรับอุปกรณ์ที่ทำมาติด (เลือกได้)
18. คันบังคับสำหรับเสาเอียง กระดก
19.คันบังคับในการยกงาขึ้น - ลง
20. คันเร่ง
21. คันปรับตำแหน่งพวงมาลัย
22. คันเบรก
23. ปุ่มแตร
24. เบรคจอด
25. สวิตช์ไฟฉุกเฉิน
26. สวิตช์ไฟ สปอร์ตไลท์
27. หัวขั้วต่อแบตเตอรี่
28. กล่องฟิวส์สำหรับไฟต่างๆ
WWW.PCNFORKLIFT.COM
การตรวจสอบหาสาเหตุข้อขัดข้องของเครื่องยนต์เชื้อเพลิงแก๊สโซลีนที่ควบคุมด้วยิอเล็กทรอนิกสฒ
การตรวจสอบหาสาเหตุข้อขัดข้องของเครื่องยนต์ฉีดเชื้อเพลิงแก๊สโซลีนคบวคุมด้วยอิเล็กทรอนิกส์ ( EFI )
การตรวจหาสาเหตุข้อขัดข้องของเครื่องยนต์ฉีดเชื้อเพลิงแก๊สโซลีนควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ (EFI )สามารถตรวจสอบได้โดยการใช้โวลต์มิเตอร์วัดแรงคลื่นไฟฟ้า และใช้โอห์มมิเตอร์วัดการต่อเนื่องที่ขั้วต่อสายไฟเข้ากล่องคอมพิวเตอร์ โดยวิธีการตรวจเช็คดังนี้
1.เมื่อไม่มีแรงเคลื่อนไฟฟ้าระหว่างขั้ว +B กับ E1 และขั้ว +B1 กับ E1
เมื่อไม่มีแรงเคลื่อนไฟฟ้าที่ขั้ว +B กับ E1 และบิดสวิตช์จุดระเบิดไปที่ตำแหน่ง ON เราสามารถตรวจวัดข้อขัดข้องได้โดยใช้โวลต์มิเตอร์ตรวจสอบดังนี้
-ใช้โวลต์มิเตอร์วัดแรงเคลื่อนไฟฟ้าที่ขั้ว +B และ B1 กับ E1 ของกล่องคอมพิวเตอร์ จะต้องวัดแรงเคลื่อนไฟฟ้าได้ประมาณ 10 ถึง 14 โวลต์
-ใช้โวลต์มิเตอร์วัดแรงเคลื่อนไฟฟ้าที่ขั้ว +B1 และ +B กับกราวด์ ถ้าไม่มีแรงเคลื่อนไฟฟ้าให้ตรวจฟิวส์ ฟิวส์สาย สวิตช์จุดระเบิด รีเลย์หลักEFI และแบตเตอร์รี่ ว่ามีแรงเคลื่อนไฟฟ้าประมาณ 10 กับ 14 โวลด์หรือไม่
-ถ้ามีแรงเคลื่อนไฟฟ้า 10 กับ 14 โวลด์ที่อุปกรณ์ต่างๆให้ใช้โวลด์มิเตอร์วัดแรงเคลื่อนไฟฟ้าของสายไฟที่ไหลมาที่ขั้ว E1 ของคอมพิวเตอร์กับกราวต์ว่ามีหรือไม่ ถ้ามีให้ทดลองเปลี่ยนกล่องคอมพิวเตอร์ใหม่
2.เมื่อไม่มีแรงเคลื่อนไฟฟ้าระหว่างขั้ว BATT กับ E1 สามารถตรวจวัดการขัดข้องได้โดยใช้โวลต์มิเตอร์ตรวจสอบดังนี้
-ใช้โวลต์มิเตอร์วัดแรงเคลื่อนไฟฟ้าระหว่างขั้ว BATT กับ E1 จะต้องมีแรงเคลื่อนไฟฟ้าประมาณ 10 ถึง 14 โวลด์
-ใช้โวลด์มิเตอร์วัดที่่ขั้ว BATT กับ E1 ของกล่องคอมพิวเตอร์กับกราวด์ ถ้าไม่มีแรงเคลื่อนไฟฟ้าตามที่กำหนด ให้ตรวจสอบแรงเคลื่อนไฟฟ้าที่ฟิวส์สายและสายไฟระหว่างขั้ว BATT กับ แบตเตอรี่ตามลำดับ
-ถ้ามีแรงไฟฟ้าที่ขั้ว BATT กับกราวด์ให้ใช้โวลด์มิเตอร์วัดแรงเคลื่อนไฟฟ้าของสายไฟเข้าขั้ว E1 ของกล่องคอมพิวเตอรืกับกราวด์ถ้ามีแรงเคลื่อนไฟฟ้าให้ทดลองเปลี่ยนกล่องคอมพิวเตอร์ใหม่
3.เมื่อไม่มีแรงเคลื่อนไฟฟ้าระหว่างขั้ว IDL กับ E2 เมื่อบิดสวิตช์จุดระเบิดไปในตำแหน่ง ON สามารถตรวจวัดข้อขัดข้องได้โดยใช้โวลด์มิเตอร์ตรวจสอบดังนี้
-ใช้โวลด์มิเตอร์วัดแรงเคลื่อนไฟฟ้าที่ขั้ว IDL กับ E2 ของเซนเซอร์ตำแหน่งลิ้นเร่งกับกล่องคอมพิวเตอร์ลิ้นเร่งจะต้องเปิด วัดแรงเคลื่อนไฟฟ้าได้ประมาณ 4.5 ถึง 5.5 โวลด์
-ใช้โวลด์มิเตอร์วัดแรงเคลื่อนไฟฟ้าระหว่างขั้ว +B และ +B1 ที่กล่องคอมพิวเตอร์กับกราวด์ถ้าไม่มีแรงเคลื่อนไฟฟ้า ให้ตรวจสอบแรงเคลื่อนไฟฟ้าที่ฟิวส์ ฟิวส์สาย สวิตช์จุดระเบิด รีเลย์หลัก EFI และแบตเตอรี่ตามลำดับ
-ถ้ามีแรงเคลื่อนไฟฟ้า ให้ใช้โวลด์มิเตอร์วัดแรงเคลื่อนไฟฟ้าของสายไฟระหว่างขั้ว E2 ที่กล่องคอมพิวเตอร์กับกราวด์ ถ้ามีให้ทดลองเปลี่ยนกล่องคอมพิวเตอร์ใหม่
-ใช้โอห์มมิเตอร์ตรวจวัดการต่อเนื่องที่ขั้ว IDL กับ E2 ของเซนเซอร์ตำแหน่งลิ้นเร่งถ้าตรวจวัดไม่ได้ตามค่าที่กำหนด ให้เปลี่ยนใหม่
-ถ้าการตรวจสอบเซนเซอร์ตำแหน่งลิ้นเร่งปกติ ให้ตรวจวัดแรงเคลื่อนไฟฟ้าระหว่างขั้ว E2 กับ IDL ของกล่องคอมพิวเตอร์กับเซนเซอร์ตำแหน่งลิ้นเร่ง ถ้าปกติให้เปลี่ยนกล่องคอมพิวเตอร์ใหม่
4.เมื่อไม่มีแรงเคลื่อนไฟฟ้าระหว่างขั้ว VTA กับ E2 ของกล่องคอมพิวเตอร์ สวิตช์จุดระเบิดอยู่ที่ตำแหน่ง ON และลิ้นเร่งปิดสนิท ซึ่งสามารถตรวจสอบข้อขัดข้องได้โดยใช้โวลด์มิเตอร์ตรวจสอบดังนี้
-เมื่อใช้โวลด์มิเตอร์วัดแรงเคลื่อนไฟฟ้าที่ขั้ว VTA กับ E2 ที่กล่องคอมพิวเตอร์จะต้องมีแรงเคลื่อนไฟฟ้าประมาณ 0.5 โวลด์หรือน้อยกว่าเมื่อลิ้นเร่งปิดสนิท
-ใช้โวลด์มิเตอร์วัดแรงเคลื่อนไฟฟ้าที่ขั้ว +B1 กับ +B ของกล่องคอมพิวเตอร์กับกราวด์ถ้าไม่มีแรงเคลื่อนไฟฟ้า ให้ตรวจวัดแรงเคลื่อนไฟฟ้าที่ฟิวส์ ฟิวส์สาย รีเลย์หลัก EFI และแบตเตอรี่
-ใช้โอห์มมิเตอร์วัดค่าความต้านทานของเซนเซอร์ตำแหน่งลิ้นเร่งที่ขั้ว VTA กับ E2
-ถ้าขั้ว VTA กับ E2 ปกติให้ใช้โวลด์มิเตอร์วัดแรงเคลื่อนไฟฟ้าที่เซนเซอร์กับกล่องคอมพิวเตอร์ ถ้าปกติให้เปลี่ยนกล่องคอมพิวเตอร์ใหม่
5.เมื่อไม่มีแรงเคลื่อนไฟฟ้าที่ขั้ว VCC กับ E2 ของกล่องคอมพิวเตอร์เมื่อบิดสวิตช์ไปที่ตำแหน่ง ON สามารถตรวจวัดข้อขัดข้องได้โดยใช้โวลด์มิเตอร์ตรวจสอบดังนี้
-ใช้โวลด์มอเตอร์วัดที่แรงเคลื่อนไฟฟ้าที่ขั้ว VCC กับ E2 ของกล่องคอมพิวเตอร์ จะต้องมีแรงเคลื่อนไฟฟ้าประมาณ 4.5 ถึง 5.5 โวลด์เมื่อตำแหน่งลิ้นเร่งเปิดสุด ถ้าไม่มีแรงเคลื่อนไฟฟ้าตามทีี่กำหนดให้ตรวจสอบในข้อถัดไป
-ใช้โวลด์มิเตอร์วัดแรงเคลื่อนไฟฟ้าที่ขั้ว +B1 และ +B ของกล่องคอมพิวเตอร์กับกราวด์ถ้าไม่มีแรงเคลื่อนไฟฟ้า ให้ตรวจวัดแรงเคลื่อนไฟฟ้าที่ฟิวส์ ฟิวส์สาย รีเลย์หลัก EFI และแบตเตอรี่
-ถ้ามีแรงเคลื่อนไฟฟ้า ให้ใช้โอห์มมิเตอร์วัดความต้านทานที่ขั้ว VCC กับ E2 ของเซนเซอร์ตำแหน่งลิ้นเร่ง
-ถ้าเซนเซอร์ตำแหน่งลิ้นเร่งปกติ ให้ใช้โวลด์มอเตอร์วัดแรงเคลื่อนไฟฟ้าระหว่างขั้ว VCC กับ E2 ของเซนเซอร์ ตำแหน่งลิ้นเร่งกับกล่องคอมพิวเตอร์ ถ้ามีแรงเคลื่อนไฟฟ้าให้เปลี่ยนกล่องคอมพิวเตอร์ใหม่
6.เมื่อไม่มีแรงเคลื่อนไฟฟ้าระหว่างขั้ว IGT กับ E1 ของกล่องคอมพิวเตอร์เมื่อบิดสวิตช์จุดระเบิดไปในตำแหน่ง ON สามารถตรวจสอบข้อขัดข้องได้โดยใช้โวลด์มิเตอร์และโอห์มมิเตอร์ดังนี้
-ใช้โวลด์มิเตอร์วัดแรงเคลื่อนไฟฟ้าที่ขั้ว IGT กับ E1 ของกล่องคอมพิวเตอร์ (เครื่องยนต์เดินเบา )จะต้องมีแรงเคลื่อนไฟฟ้าประมาณ 0.7 ถึง 1.0 โวลด์
-ใช้โวลด์มิเตอร์วัดแรงเคลื่อนไฟฟ้าที่ขั้ว IGT ของกล่องคอมพิวเตอร์กับกราวด์ถ้าไม่มีแรงเคลื่อนไฟฟ้า ให้วัดแรงเคลื่อนไฟฟ้าที่ฟิวส์ ฟิวส์สาย สวิตช์จุดระเบิด รีเลย์สตาร์ต จานจ่าย สายไฟจากกล่องคอมพิวเตอร์กับแบตเตอรี่ และตัวช่วยจุดระเบิด
-ถ้ามีแรงเคลื่อนไฟฟ้า ให้ใช้โอห์มมิเตอร์วัดการต่อเนื่องของสายไฟที่ขั้ว E1 ของกล่องคอมพิวเตอร์กับกราวด์ ถ้าปกติให้เปลี่ยนกล่องคอมพิวเตอร์ใหม่
7.เมื่อไม่มีแรงเคลื่อนไฟฟ้าระหว่างขั้ว STA กับ E1 ของกล่องคอมพิวเตอร์ขณะสตาร์ตเครื่องยนต์ สามารถตรวจสอบข้อขัดข้องได้โดยใช้โวลด์มิเตอร์ดังนี้
-ใช้โวลด์มิเตอร์วัดแรงเคลื่อนไฟฟ้าที่ขั้ว STA กับ E1 ของกล่องคอมพิวเตอร์จะต้องมีแรงเคลื่อนไฟฟ้าประมาณ 6 ถึง 14 โวลด์ (สวิตช์จุดระเบิดอยู่ในตำแหน่ง START )และควรตรวจการทำงานของงมอเตอร์สตาร์ต ฟิวส์ ฟิวส์สาย แบตเตอรี่สวิตช์จุดระเบิด และรีเลย์สตาร์ต ตามลำดับ
-ใช้โอห์มมิเตอร์วัดการต่อเนื่องของสายไฟที่ขั้ว E1 ของกล่องคอมพิวเตอร์กับกราวด์ ถ้าปกติให้ทดลองเปลี่ยนกล่องคอมพิวเตอร์ใหม่
-ถ้าแรงเคลื่อนไฟฟ้าเป็นปกติให้ใช้โวลด์มิเตอร์วัดแรงเคลื่อนไฟฟ้าที่ขั้ว STA (50)ของมอเตอร์สาร์ตกับกราวด์
8.เมื่อไม่มีแรงเคลื่อนไฟฟ้าระหว่างขั้ว No.10 กับ E01 หรือ No.20 กับ E02 และสวิตช์จุดระเบิดอยู่ในตำแหน่ง ON สามารถตรวจสอบข้อขัดข้องได้โดยใช้โวลด์มิเตอร์และโอห์มมิเตอร์ตรวจสอบดังนี้
-ใช้โวลด์มิเตอร์วัดแรงเคลื่อนไฟฟ้าระหว่างขั้ว No.10 กับ E01 หรือขั้ว No.20 ที่กล่องคอมพิวเตอร์ จะต้องมีแรงเคลื่อนไฟฟ้าประมาณ 9ถึง 14 โวลด์
-ใช้โวลด์มิเตอร์วัดแรงเคลื่อนไฟฟ้าระหว่างขั้วความต้านทานโซลีนอยด์ขั้ว +B กับกราวด์จะต้องมีแรงเคลื่อนไฟฟ้าประมาณ 9 ถึง 14 โวลด์ ถ้าไม่มีแรงเคลื่อนไฟฟ้าที่ฟิวส์ ฟิวส์สาย สายไฟ สวิตช์จุดระเบิดและรีเลย์สตาร์ต
-ถ้าแรงเคลื่อนไฟฟ้าปกติ ให้ใช้โอห์มมิเตอร์วัดแรงเคลื่อนไฟฟ้าที่ขั้วความต้านทานโซลีนอยด์ No.10 และ No.20 กับกราวด์จะต้องมีแรงเคลื่อนไฟฟ้าประมาณ 9 ถึง 14 โวลด์
-ถ้ามีแรงเคลื่อนไฟฟ้าปกติ ให้ใช้โอห์มมิเตอร์วัดความต้านทานของขดลวดแม่เหล็กของแต่ละหัวฉีดประมาณ 13.8 โอห์มถ้าหัวฉีดมีค่าความต้านทานตามค่าที่กำหนดให้ตรวจสอบแรงเคลื่อนไฟฟ้าระหว่างกล่องคอมพิวเตอร์กับความต้านทานโซลีนอยด์หัวฉีด หรือเปลี่ยนกล่องคอมพิวเตอร์ใหม่
9.เมื่อไม่มีแรงเคลื่อนไฟฟ้าที่ขั้ว W กับ E1 (หลอดไฟดับแต่เครื่องยนต์ทำงาน ) สามารถตรวจวัดข้อขัดข้องได้โดยใช้โวลด์มิเตอร์และโอห์มมิเตอร์ตรวจสอบดังนี้
-ใช้โวลด์มิเตอร์ตรวจวัดแรงเคลื่อนไฟฟ้าที่ขั้ว W กับ E1 ของกล่องคอมพิวเตอร์ (เครื่องยนต์ทำงานที่รอบเดินเบา )แรงเคลื่อนไฟฟ้าประมาณ 9 กับ 14 โวลด์
-ใช้โวลด์มิเตอร์วัดแรงเคลื่อนไฟฟ้าที่ขั้ว W ของกล่องคอมพิวเตอร์กับกราวด์ ถ้าไม่มีแรงเคลื่อนไฟฟ้าที่ฟิวส์ หลอดไฟเตือนเครื่องยนต์ และสายไฟระหว่างขั้ว W ของกล่องคอมพิวเตอร์กับฟิวส์ หรือลองเปลี่ยนกล่องคอมพิวเตอร์ใหม่
-ใช้โอห์มมิเตอร์ตรวจวัดการต่อเนื่องของสายไฟเข้าขั้ว E1 กับกราวด์ ถ้าไม่ต่อเนื่องให้เปลี่ยนกล่องคอมพอวเตอร์ใหม่
10.เมื่อไม่มีแรงเคลื่อนไฟฟ้าระหว่างขั้ว PIM กับ E2 หรือ VCC กับ E2 .ในขณะที่บิดสวิตช์จุดระเบิดไปในตำแหน่ง ON สามารถตรวจหาข้อขัดข้องได้โดยใช้โวลด์มิเตอร์และโอห์มมิเตอร์ดังนี้
-ใช้โวลด์มิเตอร์ตรวจวัดแรงเคลื่อนไฟฟ้าที่ขั้ว PIM หรือขั้ว VCC กับ E2 ของกล่องคอมพิวเตอร์จะต้องมีแรงเคลื่อนไฟฟ้าประมาณ 3.3 กับ 3.9 โวลด์และ 4.5 กับ 5.5 โวลด์ตามลำดับ
-ใช้โวลด์มอเตอรืตรวจวัดแรงเคลื่อนไฟฟ้าที่ขั้ว +B หรือ +B1 ของกล่องคอมพิวเตอร์กับกราวด์ ถ้าไม่มีแรงเคลื่อนไฟฟ้า ให้ตรวจวัดแรงเคลื่อนไฟฟ้าที่ฟิวส์ ฟิวส์สาย สวิตช์จุดระเบิด รีเลย์ EFI และแบตเตอรี่
-ถ้าปกติให้ใช้โวลด์มิเตอร์ตรวจวัดแรงเคลื่อนไฟฟ้าระหว่างขั้ว PIM และขั้ว VCC กับE2 ของกล่องคอมพิวเตอร์กับเซนเซอร์สุญญากาศ ถ้าปกติ ให้ทดลองเปลี่ยนกล่องคอมพิวเตอร์ใหม่
-ใช้โอห์มมิเตอร์วัดการต่อเนื่องของสายไฟที่ขั้ว E1 ของกล่องคอมพิวเตอร์กับกราวด์ ถ้าปกติ ให้เปลี่ยนกล่องคอมพิวเตอร์ใหม่
11.เมื่อไม่มีแรงเคลื่อนไฟฟ้าระหว่างขั้ว THA กับ E2 ที่กล่องคอมพิวเตอร์เมื่อบิดสวิตช็จุดระเบิดไปที่ตำแหน่ง ON สามารถตรวจวัดข้อขัดข้องได้โดยใช้โวลด์มิเตอร์และโอห์มมิเตอร์ดังนี้
-ใช้ดวลด์มิเตอร์ตรวจวัดแรงเคลื่อนไฟฟ้าที่ขั้ว THA กับ E2 ที่กล่องคอมพิวเตอร์จะต้องมีแรงเคลื่อนไฟฟ้าประมาณ 2.0 ถึง2.8 โวลด์ (อุณหภูมิไอดี 20 องศาเซลเซียส)
-ถ้าไม่มีแรงเคลื่อนไฟฟ้า ให้ตรวจวัดแรงเคลื่อนไฟฟ้าที่ขั้ว +B และ +B1 ของกล่องคอมพิวเตอร์กับกราวด์ ถ้าไม่ปกติ ให้ตรวจวัดแรงเคลื่อนไฟฟ้าที่ฟิวส์ ฟิวส์สาย สวิตช์จุดระเบิด รีเลย์หลัก EFI และแบตเตอรี่
-ถ้าแรงเคลื่อนไฟฟ้าปกติ ให้ใช้โอห์มมิเตอร์ตรวจวัดการต่อเนื่องของสายไฟเข้าขั้ว E1 ของกล่องคอมพิวเตอร์กับกราวด์ ถ้าปกติให้ตรวจสอบค่าความต้านทานของเซนเซอร์อุณหภูมิไอดี
-ถ้าค่าความต้านทานของเซนเซอร์ปกติ ให้ทดลองเปลี่ยนกล่องคอมพิวเตอร์ใหม่
12.เมื่อไม่มีแรงเคลื่อนไฟฟ้าระหว่างขั้ว THW กับ E2 เมื่อเปิดสวิตช์จุดระเบิดไปในตำแหน่ง ON ซึ่งสามารถตรวจวัดข้อขัดข้องได้โดยใช้โวลด์มิเตอร์และโอห์มมิเตอร์ดังนี้
-ใช้ดวลด์มิเตอร์ตรวจจับแรงเคลื่อนไฟฟ้าที่ขั้ว THW กับ E2 ที่กล่องคอมพิวเตอร์ จะต้องมีแรงเคลื่อนไฟฟ้าประมาณ 0.4 ถึง0.5 โวลด์(อุณหภูมิน้ำหล่อเย็น 80 องศาเซลเซียส)
-ถ้าไม่มีแรงเคลื่อนไฟฟ้า ให้ใช้โวลด์มิเตอร์วัดแรงเคลื่อนไฟฟ้าที่ขั้ว +B และ +B1 ของกล่องคอมพิวเตอร์กับกราวด์ ถ้าไม่มีแรงเคลื่อนไฟฟ้า ให้ตรวจวัดแรงเคลื่อนไฟฟ้าที่ฟิวส์ ฟิวส์สาย สวิตช์จุดระเบิด รีเลย์หลัก EFI และแบตเตอรี่
-ถ้ามีแรงเคลื่อนไฟฟ้าปกติ ให้ใช้โอห์มมิเตอร์ตรวจวัดการต่อเนื่องของสายไฟเข้าขั้ว E1 ของกล่องคอมพิวเตอร์กับกราวดืและตรวจสอบความต้านทานของเซนเซอร์อุณหภูมิน้ำหล่อเย็น
-ถ้าปกติให้ลองเปลี่ยนกล่องคอมพิวเตอร์ใหม่
13.เมื่อไม่มีแรงเคลื่อนไฟฟ้าที่ขั้ว A/C และE1 ที่กล่องคอมพิวเตอร์เมื่อบิดสวิตช์จุดระเบิดไปในตำแหน่ง ON สามารถตรวจวัดข้อขัดข้องได้โดยใช้โวลด์มิเตอร์และโอห์มมิเตอร์ตรวจสอบดังนี้
-ใช้โวลด์มิเตอร์ตรวจวัดแรงเคลื่อนไฟฟ้าที่ขั้ว A/C กับ E1 ของกล่องคอมพิวเตอร์ (สวิตช็เครื่องปรับอากาศอยู่ในตำแหน่ง ON)แรงเคลื่อนไฟฟ้าประมาณ 5 ถึง 14 โวลด์
-ถ้าไม่มีแรงเคลื่อนไฟฟ้าให้ใช้โวลด์มิเตอร์ตรวจวัดแรงเคลื่อนไฟฟ้าที่ขั้ว A/C ของกล่องคอมพิวเตอร์กับกราวด์ ถ้าไม่มีแรงเคลื่อนไฟฟ้า ให้ตรวจสอบการทำงานของคอมเพรสเซอร์เครื่องปรับอากาศ แรงเคลื่อนไฟฟ้าระหว่างขั้วแอมพลิไฟเออร์กับกราวด์ หรือตรวจวัดแรงเคลื่อนไฟฟ้าระหว่างแอมพลิไฟเออร์กับกล่องคอมพิวเตอร์
-ถ้ามีแรงเคลื่อนไฟฟ้า ให้ใช้โอห์มมิเตอร์ตรวจวัดการต่อเนื่องของสายไฟเข้าขั้ว E1 ของกล่องคอมพิวเตอร์กับกราวด์ ถ้าไม่ต่อเนื่อง ให้ทดลองเปลี่ยนกล่องคอมพิวเตอร์ใหม่
WWW.PCNFORKLIFT.COM
.
การตรวจหาสาเหตุข้อขัดข้องของเครื่องยนต์ฉีดเชื้อเพลิงแก๊สโซลีนควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ (EFI )สามารถตรวจสอบได้โดยการใช้โวลต์มิเตอร์วัดแรงคลื่นไฟฟ้า และใช้โอห์มมิเตอร์วัดการต่อเนื่องที่ขั้วต่อสายไฟเข้ากล่องคอมพิวเตอร์ โดยวิธีการตรวจเช็คดังนี้
1.เมื่อไม่มีแรงเคลื่อนไฟฟ้าระหว่างขั้ว +B กับ E1 และขั้ว +B1 กับ E1
เมื่อไม่มีแรงเคลื่อนไฟฟ้าที่ขั้ว +B กับ E1 และบิดสวิตช์จุดระเบิดไปที่ตำแหน่ง ON เราสามารถตรวจวัดข้อขัดข้องได้โดยใช้โวลต์มิเตอร์ตรวจสอบดังนี้
-ใช้โวลต์มิเตอร์วัดแรงเคลื่อนไฟฟ้าที่ขั้ว +B และ B1 กับ E1 ของกล่องคอมพิวเตอร์ จะต้องวัดแรงเคลื่อนไฟฟ้าได้ประมาณ 10 ถึง 14 โวลต์
-ใช้โวลต์มิเตอร์วัดแรงเคลื่อนไฟฟ้าที่ขั้ว +B1 และ +B กับกราวด์ ถ้าไม่มีแรงเคลื่อนไฟฟ้าให้ตรวจฟิวส์ ฟิวส์สาย สวิตช์จุดระเบิด รีเลย์หลักEFI และแบตเตอร์รี่ ว่ามีแรงเคลื่อนไฟฟ้าประมาณ 10 กับ 14 โวลด์หรือไม่
-ถ้ามีแรงเคลื่อนไฟฟ้า 10 กับ 14 โวลด์ที่อุปกรณ์ต่างๆให้ใช้โวลด์มิเตอร์วัดแรงเคลื่อนไฟฟ้าของสายไฟที่ไหลมาที่ขั้ว E1 ของคอมพิวเตอร์กับกราวต์ว่ามีหรือไม่ ถ้ามีให้ทดลองเปลี่ยนกล่องคอมพิวเตอร์ใหม่
2.เมื่อไม่มีแรงเคลื่อนไฟฟ้าระหว่างขั้ว BATT กับ E1 สามารถตรวจวัดการขัดข้องได้โดยใช้โวลต์มิเตอร์ตรวจสอบดังนี้
-ใช้โวลต์มิเตอร์วัดแรงเคลื่อนไฟฟ้าระหว่างขั้ว BATT กับ E1 จะต้องมีแรงเคลื่อนไฟฟ้าประมาณ 10 ถึง 14 โวลด์
-ใช้โวลด์มิเตอร์วัดที่่ขั้ว BATT กับ E1 ของกล่องคอมพิวเตอร์กับกราวด์ ถ้าไม่มีแรงเคลื่อนไฟฟ้าตามที่กำหนด ให้ตรวจสอบแรงเคลื่อนไฟฟ้าที่ฟิวส์สายและสายไฟระหว่างขั้ว BATT กับ แบตเตอรี่ตามลำดับ
-ถ้ามีแรงไฟฟ้าที่ขั้ว BATT กับกราวด์ให้ใช้โวลด์มิเตอร์วัดแรงเคลื่อนไฟฟ้าของสายไฟเข้าขั้ว E1 ของกล่องคอมพิวเตอรืกับกราวด์ถ้ามีแรงเคลื่อนไฟฟ้าให้ทดลองเปลี่ยนกล่องคอมพิวเตอร์ใหม่
3.เมื่อไม่มีแรงเคลื่อนไฟฟ้าระหว่างขั้ว IDL กับ E2 เมื่อบิดสวิตช์จุดระเบิดไปในตำแหน่ง ON สามารถตรวจวัดข้อขัดข้องได้โดยใช้โวลด์มิเตอร์ตรวจสอบดังนี้
-ใช้โวลด์มิเตอร์วัดแรงเคลื่อนไฟฟ้าที่ขั้ว IDL กับ E2 ของเซนเซอร์ตำแหน่งลิ้นเร่งกับกล่องคอมพิวเตอร์ลิ้นเร่งจะต้องเปิด วัดแรงเคลื่อนไฟฟ้าได้ประมาณ 4.5 ถึง 5.5 โวลด์
-ใช้โวลด์มิเตอร์วัดแรงเคลื่อนไฟฟ้าระหว่างขั้ว +B และ +B1 ที่กล่องคอมพิวเตอร์กับกราวด์ถ้าไม่มีแรงเคลื่อนไฟฟ้า ให้ตรวจสอบแรงเคลื่อนไฟฟ้าที่ฟิวส์ ฟิวส์สาย สวิตช์จุดระเบิด รีเลย์หลัก EFI และแบตเตอรี่ตามลำดับ
-ถ้ามีแรงเคลื่อนไฟฟ้า ให้ใช้โวลด์มิเตอร์วัดแรงเคลื่อนไฟฟ้าของสายไฟระหว่างขั้ว E2 ที่กล่องคอมพิวเตอร์กับกราวด์ ถ้ามีให้ทดลองเปลี่ยนกล่องคอมพิวเตอร์ใหม่
-ใช้โอห์มมิเตอร์ตรวจวัดการต่อเนื่องที่ขั้ว IDL กับ E2 ของเซนเซอร์ตำแหน่งลิ้นเร่งถ้าตรวจวัดไม่ได้ตามค่าที่กำหนด ให้เปลี่ยนใหม่
-ถ้าการตรวจสอบเซนเซอร์ตำแหน่งลิ้นเร่งปกติ ให้ตรวจวัดแรงเคลื่อนไฟฟ้าระหว่างขั้ว E2 กับ IDL ของกล่องคอมพิวเตอร์กับเซนเซอร์ตำแหน่งลิ้นเร่ง ถ้าปกติให้เปลี่ยนกล่องคอมพิวเตอร์ใหม่
4.เมื่อไม่มีแรงเคลื่อนไฟฟ้าระหว่างขั้ว VTA กับ E2 ของกล่องคอมพิวเตอร์ สวิตช์จุดระเบิดอยู่ที่ตำแหน่ง ON และลิ้นเร่งปิดสนิท ซึ่งสามารถตรวจสอบข้อขัดข้องได้โดยใช้โวลด์มิเตอร์ตรวจสอบดังนี้
-เมื่อใช้โวลด์มิเตอร์วัดแรงเคลื่อนไฟฟ้าที่ขั้ว VTA กับ E2 ที่กล่องคอมพิวเตอร์จะต้องมีแรงเคลื่อนไฟฟ้าประมาณ 0.5 โวลด์หรือน้อยกว่าเมื่อลิ้นเร่งปิดสนิท
-ใช้โวลด์มิเตอร์วัดแรงเคลื่อนไฟฟ้าที่ขั้ว +B1 กับ +B ของกล่องคอมพิวเตอร์กับกราวด์ถ้าไม่มีแรงเคลื่อนไฟฟ้า ให้ตรวจวัดแรงเคลื่อนไฟฟ้าที่ฟิวส์ ฟิวส์สาย รีเลย์หลัก EFI และแบตเตอรี่
-ใช้โอห์มมิเตอร์วัดค่าความต้านทานของเซนเซอร์ตำแหน่งลิ้นเร่งที่ขั้ว VTA กับ E2
-ถ้าขั้ว VTA กับ E2 ปกติให้ใช้โวลด์มิเตอร์วัดแรงเคลื่อนไฟฟ้าที่เซนเซอร์กับกล่องคอมพิวเตอร์ ถ้าปกติให้เปลี่ยนกล่องคอมพิวเตอร์ใหม่
5.เมื่อไม่มีแรงเคลื่อนไฟฟ้าที่ขั้ว VCC กับ E2 ของกล่องคอมพิวเตอร์เมื่อบิดสวิตช์ไปที่ตำแหน่ง ON สามารถตรวจวัดข้อขัดข้องได้โดยใช้โวลด์มิเตอร์ตรวจสอบดังนี้
-ใช้โวลด์มอเตอร์วัดที่แรงเคลื่อนไฟฟ้าที่ขั้ว VCC กับ E2 ของกล่องคอมพิวเตอร์ จะต้องมีแรงเคลื่อนไฟฟ้าประมาณ 4.5 ถึง 5.5 โวลด์เมื่อตำแหน่งลิ้นเร่งเปิดสุด ถ้าไม่มีแรงเคลื่อนไฟฟ้าตามทีี่กำหนดให้ตรวจสอบในข้อถัดไป
-ใช้โวลด์มิเตอร์วัดแรงเคลื่อนไฟฟ้าที่ขั้ว +B1 และ +B ของกล่องคอมพิวเตอร์กับกราวด์ถ้าไม่มีแรงเคลื่อนไฟฟ้า ให้ตรวจวัดแรงเคลื่อนไฟฟ้าที่ฟิวส์ ฟิวส์สาย รีเลย์หลัก EFI และแบตเตอรี่
-ถ้ามีแรงเคลื่อนไฟฟ้า ให้ใช้โอห์มมิเตอร์วัดความต้านทานที่ขั้ว VCC กับ E2 ของเซนเซอร์ตำแหน่งลิ้นเร่ง
-ถ้าเซนเซอร์ตำแหน่งลิ้นเร่งปกติ ให้ใช้โวลด์มอเตอร์วัดแรงเคลื่อนไฟฟ้าระหว่างขั้ว VCC กับ E2 ของเซนเซอร์ ตำแหน่งลิ้นเร่งกับกล่องคอมพิวเตอร์ ถ้ามีแรงเคลื่อนไฟฟ้าให้เปลี่ยนกล่องคอมพิวเตอร์ใหม่
6.เมื่อไม่มีแรงเคลื่อนไฟฟ้าระหว่างขั้ว IGT กับ E1 ของกล่องคอมพิวเตอร์เมื่อบิดสวิตช์จุดระเบิดไปในตำแหน่ง ON สามารถตรวจสอบข้อขัดข้องได้โดยใช้โวลด์มิเตอร์และโอห์มมิเตอร์ดังนี้
-ใช้โวลด์มิเตอร์วัดแรงเคลื่อนไฟฟ้าที่ขั้ว IGT กับ E1 ของกล่องคอมพิวเตอร์ (เครื่องยนต์เดินเบา )จะต้องมีแรงเคลื่อนไฟฟ้าประมาณ 0.7 ถึง 1.0 โวลด์
-ใช้โวลด์มิเตอร์วัดแรงเคลื่อนไฟฟ้าที่ขั้ว IGT ของกล่องคอมพิวเตอร์กับกราวด์ถ้าไม่มีแรงเคลื่อนไฟฟ้า ให้วัดแรงเคลื่อนไฟฟ้าที่ฟิวส์ ฟิวส์สาย สวิตช์จุดระเบิด รีเลย์สตาร์ต จานจ่าย สายไฟจากกล่องคอมพิวเตอร์กับแบตเตอรี่ และตัวช่วยจุดระเบิด
-ถ้ามีแรงเคลื่อนไฟฟ้า ให้ใช้โอห์มมิเตอร์วัดการต่อเนื่องของสายไฟที่ขั้ว E1 ของกล่องคอมพิวเตอร์กับกราวด์ ถ้าปกติให้เปลี่ยนกล่องคอมพิวเตอร์ใหม่
7.เมื่อไม่มีแรงเคลื่อนไฟฟ้าระหว่างขั้ว STA กับ E1 ของกล่องคอมพิวเตอร์ขณะสตาร์ตเครื่องยนต์ สามารถตรวจสอบข้อขัดข้องได้โดยใช้โวลด์มิเตอร์ดังนี้
-ใช้โวลด์มิเตอร์วัดแรงเคลื่อนไฟฟ้าที่ขั้ว STA กับ E1 ของกล่องคอมพิวเตอร์จะต้องมีแรงเคลื่อนไฟฟ้าประมาณ 6 ถึง 14 โวลด์ (สวิตช์จุดระเบิดอยู่ในตำแหน่ง START )และควรตรวจการทำงานของงมอเตอร์สตาร์ต ฟิวส์ ฟิวส์สาย แบตเตอรี่สวิตช์จุดระเบิด และรีเลย์สตาร์ต ตามลำดับ
-ใช้โอห์มมิเตอร์วัดการต่อเนื่องของสายไฟที่ขั้ว E1 ของกล่องคอมพิวเตอร์กับกราวด์ ถ้าปกติให้ทดลองเปลี่ยนกล่องคอมพิวเตอร์ใหม่
-ถ้าแรงเคลื่อนไฟฟ้าเป็นปกติให้ใช้โวลด์มิเตอร์วัดแรงเคลื่อนไฟฟ้าที่ขั้ว STA (50)ของมอเตอร์สาร์ตกับกราวด์
8.เมื่อไม่มีแรงเคลื่อนไฟฟ้าระหว่างขั้ว No.10 กับ E01 หรือ No.20 กับ E02 และสวิตช์จุดระเบิดอยู่ในตำแหน่ง ON สามารถตรวจสอบข้อขัดข้องได้โดยใช้โวลด์มิเตอร์และโอห์มมิเตอร์ตรวจสอบดังนี้
-ใช้โวลด์มิเตอร์วัดแรงเคลื่อนไฟฟ้าระหว่างขั้ว No.10 กับ E01 หรือขั้ว No.20 ที่กล่องคอมพิวเตอร์ จะต้องมีแรงเคลื่อนไฟฟ้าประมาณ 9ถึง 14 โวลด์
-ใช้โวลด์มิเตอร์วัดแรงเคลื่อนไฟฟ้าระหว่างขั้วความต้านทานโซลีนอยด์ขั้ว +B กับกราวด์จะต้องมีแรงเคลื่อนไฟฟ้าประมาณ 9 ถึง 14 โวลด์ ถ้าไม่มีแรงเคลื่อนไฟฟ้าที่ฟิวส์ ฟิวส์สาย สายไฟ สวิตช์จุดระเบิดและรีเลย์สตาร์ต
-ถ้าแรงเคลื่อนไฟฟ้าปกติ ให้ใช้โอห์มมิเตอร์วัดแรงเคลื่อนไฟฟ้าที่ขั้วความต้านทานโซลีนอยด์ No.10 และ No.20 กับกราวด์จะต้องมีแรงเคลื่อนไฟฟ้าประมาณ 9 ถึง 14 โวลด์
-ถ้ามีแรงเคลื่อนไฟฟ้าปกติ ให้ใช้โอห์มมิเตอร์วัดความต้านทานของขดลวดแม่เหล็กของแต่ละหัวฉีดประมาณ 13.8 โอห์มถ้าหัวฉีดมีค่าความต้านทานตามค่าที่กำหนดให้ตรวจสอบแรงเคลื่อนไฟฟ้าระหว่างกล่องคอมพิวเตอร์กับความต้านทานโซลีนอยด์หัวฉีด หรือเปลี่ยนกล่องคอมพิวเตอร์ใหม่
9.เมื่อไม่มีแรงเคลื่อนไฟฟ้าที่ขั้ว W กับ E1 (หลอดไฟดับแต่เครื่องยนต์ทำงาน ) สามารถตรวจวัดข้อขัดข้องได้โดยใช้โวลด์มิเตอร์และโอห์มมิเตอร์ตรวจสอบดังนี้
-ใช้โวลด์มิเตอร์ตรวจวัดแรงเคลื่อนไฟฟ้าที่ขั้ว W กับ E1 ของกล่องคอมพิวเตอร์ (เครื่องยนต์ทำงานที่รอบเดินเบา )แรงเคลื่อนไฟฟ้าประมาณ 9 กับ 14 โวลด์
-ใช้โวลด์มิเตอร์วัดแรงเคลื่อนไฟฟ้าที่ขั้ว W ของกล่องคอมพิวเตอร์กับกราวด์ ถ้าไม่มีแรงเคลื่อนไฟฟ้าที่ฟิวส์ หลอดไฟเตือนเครื่องยนต์ และสายไฟระหว่างขั้ว W ของกล่องคอมพิวเตอร์กับฟิวส์ หรือลองเปลี่ยนกล่องคอมพิวเตอร์ใหม่
-ใช้โอห์มมิเตอร์ตรวจวัดการต่อเนื่องของสายไฟเข้าขั้ว E1 กับกราวด์ ถ้าไม่ต่อเนื่องให้เปลี่ยนกล่องคอมพอวเตอร์ใหม่
10.เมื่อไม่มีแรงเคลื่อนไฟฟ้าระหว่างขั้ว PIM กับ E2 หรือ VCC กับ E2 .ในขณะที่บิดสวิตช์จุดระเบิดไปในตำแหน่ง ON สามารถตรวจหาข้อขัดข้องได้โดยใช้โวลด์มิเตอร์และโอห์มมิเตอร์ดังนี้
-ใช้โวลด์มิเตอร์ตรวจวัดแรงเคลื่อนไฟฟ้าที่ขั้ว PIM หรือขั้ว VCC กับ E2 ของกล่องคอมพิวเตอร์จะต้องมีแรงเคลื่อนไฟฟ้าประมาณ 3.3 กับ 3.9 โวลด์และ 4.5 กับ 5.5 โวลด์ตามลำดับ
-ใช้โวลด์มอเตอรืตรวจวัดแรงเคลื่อนไฟฟ้าที่ขั้ว +B หรือ +B1 ของกล่องคอมพิวเตอร์กับกราวด์ ถ้าไม่มีแรงเคลื่อนไฟฟ้า ให้ตรวจวัดแรงเคลื่อนไฟฟ้าที่ฟิวส์ ฟิวส์สาย สวิตช์จุดระเบิด รีเลย์ EFI และแบตเตอรี่
-ถ้าปกติให้ใช้โวลด์มิเตอร์ตรวจวัดแรงเคลื่อนไฟฟ้าระหว่างขั้ว PIM และขั้ว VCC กับE2 ของกล่องคอมพิวเตอร์กับเซนเซอร์สุญญากาศ ถ้าปกติ ให้ทดลองเปลี่ยนกล่องคอมพิวเตอร์ใหม่
-ใช้โอห์มมิเตอร์วัดการต่อเนื่องของสายไฟที่ขั้ว E1 ของกล่องคอมพิวเตอร์กับกราวด์ ถ้าปกติ ให้เปลี่ยนกล่องคอมพิวเตอร์ใหม่
11.เมื่อไม่มีแรงเคลื่อนไฟฟ้าระหว่างขั้ว THA กับ E2 ที่กล่องคอมพิวเตอร์เมื่อบิดสวิตช็จุดระเบิดไปที่ตำแหน่ง ON สามารถตรวจวัดข้อขัดข้องได้โดยใช้โวลด์มิเตอร์และโอห์มมิเตอร์ดังนี้
-ใช้ดวลด์มิเตอร์ตรวจวัดแรงเคลื่อนไฟฟ้าที่ขั้ว THA กับ E2 ที่กล่องคอมพิวเตอร์จะต้องมีแรงเคลื่อนไฟฟ้าประมาณ 2.0 ถึง2.8 โวลด์ (อุณหภูมิไอดี 20 องศาเซลเซียส)
-ถ้าไม่มีแรงเคลื่อนไฟฟ้า ให้ตรวจวัดแรงเคลื่อนไฟฟ้าที่ขั้ว +B และ +B1 ของกล่องคอมพิวเตอร์กับกราวด์ ถ้าไม่ปกติ ให้ตรวจวัดแรงเคลื่อนไฟฟ้าที่ฟิวส์ ฟิวส์สาย สวิตช์จุดระเบิด รีเลย์หลัก EFI และแบตเตอรี่
-ถ้าแรงเคลื่อนไฟฟ้าปกติ ให้ใช้โอห์มมิเตอร์ตรวจวัดการต่อเนื่องของสายไฟเข้าขั้ว E1 ของกล่องคอมพิวเตอร์กับกราวด์ ถ้าปกติให้ตรวจสอบค่าความต้านทานของเซนเซอร์อุณหภูมิไอดี
-ถ้าค่าความต้านทานของเซนเซอร์ปกติ ให้ทดลองเปลี่ยนกล่องคอมพิวเตอร์ใหม่
12.เมื่อไม่มีแรงเคลื่อนไฟฟ้าระหว่างขั้ว THW กับ E2 เมื่อเปิดสวิตช์จุดระเบิดไปในตำแหน่ง ON ซึ่งสามารถตรวจวัดข้อขัดข้องได้โดยใช้โวลด์มิเตอร์และโอห์มมิเตอร์ดังนี้
-ใช้ดวลด์มิเตอร์ตรวจจับแรงเคลื่อนไฟฟ้าที่ขั้ว THW กับ E2 ที่กล่องคอมพิวเตอร์ จะต้องมีแรงเคลื่อนไฟฟ้าประมาณ 0.4 ถึง0.5 โวลด์(อุณหภูมิน้ำหล่อเย็น 80 องศาเซลเซียส)
-ถ้าไม่มีแรงเคลื่อนไฟฟ้า ให้ใช้โวลด์มิเตอร์วัดแรงเคลื่อนไฟฟ้าที่ขั้ว +B และ +B1 ของกล่องคอมพิวเตอร์กับกราวด์ ถ้าไม่มีแรงเคลื่อนไฟฟ้า ให้ตรวจวัดแรงเคลื่อนไฟฟ้าที่ฟิวส์ ฟิวส์สาย สวิตช์จุดระเบิด รีเลย์หลัก EFI และแบตเตอรี่
-ถ้ามีแรงเคลื่อนไฟฟ้าปกติ ให้ใช้โอห์มมิเตอร์ตรวจวัดการต่อเนื่องของสายไฟเข้าขั้ว E1 ของกล่องคอมพิวเตอร์กับกราวดืและตรวจสอบความต้านทานของเซนเซอร์อุณหภูมิน้ำหล่อเย็น
-ถ้าปกติให้ลองเปลี่ยนกล่องคอมพิวเตอร์ใหม่
13.เมื่อไม่มีแรงเคลื่อนไฟฟ้าที่ขั้ว A/C และE1 ที่กล่องคอมพิวเตอร์เมื่อบิดสวิตช์จุดระเบิดไปในตำแหน่ง ON สามารถตรวจวัดข้อขัดข้องได้โดยใช้โวลด์มิเตอร์และโอห์มมิเตอร์ตรวจสอบดังนี้
-ใช้โวลด์มิเตอร์ตรวจวัดแรงเคลื่อนไฟฟ้าที่ขั้ว A/C กับ E1 ของกล่องคอมพิวเตอร์ (สวิตช็เครื่องปรับอากาศอยู่ในตำแหน่ง ON)แรงเคลื่อนไฟฟ้าประมาณ 5 ถึง 14 โวลด์
-ถ้าไม่มีแรงเคลื่อนไฟฟ้าให้ใช้โวลด์มิเตอร์ตรวจวัดแรงเคลื่อนไฟฟ้าที่ขั้ว A/C ของกล่องคอมพิวเตอร์กับกราวด์ ถ้าไม่มีแรงเคลื่อนไฟฟ้า ให้ตรวจสอบการทำงานของคอมเพรสเซอร์เครื่องปรับอากาศ แรงเคลื่อนไฟฟ้าระหว่างขั้วแอมพลิไฟเออร์กับกราวด์ หรือตรวจวัดแรงเคลื่อนไฟฟ้าระหว่างแอมพลิไฟเออร์กับกล่องคอมพิวเตอร์
-ถ้ามีแรงเคลื่อนไฟฟ้า ให้ใช้โอห์มมิเตอร์ตรวจวัดการต่อเนื่องของสายไฟเข้าขั้ว E1 ของกล่องคอมพิวเตอร์กับกราวด์ ถ้าไม่ต่อเนื่อง ให้ทดลองเปลี่ยนกล่องคอมพิวเตอร์ใหม่
WWW.PCNFORKLIFT.COM
.
วันอังคารที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2555
ปัญหาข้อขัดข้องของระบบจุดระเบิด
ปัญหาข้อขัดข้องของระบบจุดระเบิดมีดังนี้
1.ไม่มีประกายไฟที่เขี้ยวหัวเทียน สาเหตัและการแก้ไขเมื่อไม่มีประกายไฟที่เขี้ยวหัวเทียน
-หน้าทองขาวสกปรก การแก้ไข เปลี่ยนหัวทองขาว
-ระยะห่าวหน้าทองขาวชิดเกินไป การแก้ไข ปรับระยะห่างของหน้าทองขาว
-คอนเดนเซอร์เสื่อม การแก้ไข เปลี่ยนคอนเดนนเซอร์
-แบตเตอรี่ไม่มีไฟฟ้า การแก้ไข ประจุกกระแสไฟฟ้าให้แบตเตอรี่
-สายไฟวงจรปฐมภูมิหลุดหรือสกปรก การแก้ไข ทำความสะอาดและยึดขั้วให้แน่น
-คอยล์จุดระเบิดเสื่อม การแก้ไข เปลี่ยนคอยล์จุดระเบิดใหม่
-ไม่มีกระแสไฟที่วงจรปฐมภูมิ การแก้ไข ตรวจสอบวงจรปฐมภูมิ
-แผ่นยึดหน้าทองขาวไม่ลงดิน การแก้ไข ยึดสายดินให้แน่น
-มีความชื้นที่ฝาครอบจานจ่าย การแก้ไข เช็ดทำความสะอาด
และหน้าทองขาว
2. มรประกายไฟออกที่เขี้ยวหัวเทียนน้อยมาก สาเหตุและวิธีการแก้ไขมีดังนี้
-หน้าทองขาวสกปรกหรือไหม้ การแก้ไข เปลี่ยนหน้าทองขาวใหม่
-หัวโรเตอร์และขั้วด้านในฝาครอบ การแก้ไข เปลี่ยนฝาครอบจานจ่ายและหัวโรเตอร์
จานจ่ายไหม้
-สปริงหน้าทองขาวล้า การแก้ไข เปลี่ยนสปริงหน้าทองขาว
-สายไฟแรงสูงเสื่อม การแก้ไข เปลี่ยนสายไฟแรงสูงใหม่
-ลูกเบี้ยวจานจ่ายสึกหรอ การแก้ไข เปลี่ยนลูกเบี้ยวจานจ่าย
-บูชเพลาลูกเบี้ยวจานจ่ายสึกหรอ การแก้ไข เปลี่ยนบูชเพลาลูกเบี้ยว
-คอนเดนเซอร์เสื่อม การแก้ไข เปลี่ยนคอนเดนเซอร์
-คอยล์จุดระเบิดเสื่อม การแก้ไข เปลี่ยนคอยล์จุดระเบิดใหม่
-สายไฟวงจรปฐมภูมิสกปรกหรือหลุด การแก้ไข ทำความสะอาดหรือยึดให้แน่น
3.จุดระเบิดผิดพลาดที่ความเร็วต่ำ สาเหตุและวิธีการแก้ไขทำได้ดังนี้
- ระยะห่างของเขี้ยวหัวเทียนมากเกินไป การแก้ไข ปรับระยะห่างของเขี้ยวหัวเทียน
-ฉนวนหัวเทียนแตกร้าว การแก้ไข เปลี่ยนหัวเทียน
-หัวเทียนบอด การแก้ไข เปลี่ยนหัวเทียน
-มีประกายไฟออกที่เขี้ยวหัวเทียนน้อยมาก การแก้ไข ให้แก้ปัญหาตามหัวข้อปัญหามีประกายไฟออกที่
เขี้ยวหัวเทียนน้อยมาก
4.การจุดระเบิดผิดผลาดทุกความเร็ว สาเหตุและการแก้ไขปัญหาทำได้ดังนี้
-หัวเทียนบอด การแก้ไข เปลี่ยนหัวเทียนใหม่
-ฉนวนหัวเทียนแตกร้าว การแก้ไข เปลี่ยนหัวเทียนใหม่
-ขั้วสายไฟแรงสูงที่หัวเทียนไม่ถูกต้อง การแก้ไข ปรับลำดับการจุดระเบิดใหม่
-ระยะห่างของเขี้ยวหัวเทียนมากเกินไป การแก้ไข ปรับระยะห่างเขี้ยวหัวเทียนให้ถูกต้อง
5.หน้าทองขาวเสื่อมเร็วกว่ากำหนด สาเหตุและการแก้ไขทำได้ดังนี้
-หน้าทองขาวสกปรก การแก้ไข เปลี่ยนใหม่
-คอยล์จุดระเบิดเสื่อม การแก้ไข เปลี่ยนคอยล์จุดระเบิดใหม่
-ปรับระยะห่างหน้าทองขาวไม่ถูกต้อง การแก้ไข ปรับตั้งระยะห่างหน้าทองขาวใหม่
-แรงเคลื่อนไฟแรงสูงมากเกินไป การแก้ไข ปรับค่าแรงเคลื่อนไฟแรงสูงให้ถูกต้อง
-คอนเดนเซอร์เสื่อม การแก้ไข เปลี่ยนคอนเดนเซอร์ใหม่
-ชุดความต้านทานคอยล์จุดระเบิดเสื่อม การแก้ไข เปลี่ยนชุดความต้านทานใหม่
6.คอยล์เสื่อมเร็วกว่ากำหนด สาเหตุและการแก้ไขปัญหาทำได้ดังนี้
-น้ำมันคอยล์รั่ว การแก้ไข เปลี่ยนคอยล์ใหม่
-ความร้อนจากเครื่องยนต์ การแก้ไข เปลี่ยนที่ติดตั้งคอยล์ใหม่
-แรงเคลื่อนไฟแรงสูงมากเกินไป การแก้ไข ปรับค่าแรงเคลื่อนไฟแรงสูงให้ถูกต้อง
7.คอนเดนเซอร์เสื่อม สาเหตุและการแก้ไขปัญหาทำได้ดังนี้
-ได้รับความชื้นมากเกินไป การแก้ไข เปลี่ยนคอนเดนเซอร์ใหม่
-การใช้งานนานๆ การแก้ไข เปลี่ยนคอนเดนเซอร์ใหม่
8.หัวเทียนเสื่อมเร็วกว่ากำหนด สาเหตุและการแก้ไขปัญหา
-เกลียวเสียในขณะติดตั้งหัวเทียน การแก้ไข กวดขันแรงบิดหัวเทียนให้ได้ตามค่าที่กำหนด
-ใช้หัวเทียนที่มีค่าความร้อนไม่ถูกต้อง การแก้ไข เปลี่ยนหัวเทียนที่มีค่าความร้อนที่ถูกต้อง
-เกิดการชิงจุด การแก้ไข เปลี่ยนหัวเทียนเป็นหัวเทียนเย็น
-เกิดดีโทเนชัน การแก้ไข เปลี่ยนน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีค่าออกเทนสูง
-ส่วนผสมไอดีบางเกินไป การแก้ไข ปรับค่าส่วนผสมใหม่
9.เกิดการชิงจุด สาเหตุและการแก้ไขการเกิดชิงจุด
-เครื่องยนต์ร้อนจัด การแก้ไข ตรวจสอบระบบหล่อเย็น
-มีเขม่าในห้องเผาไหม้มาก การแก้ไข ทำความสะอาดห้องเผาไหม้
-ให้หัวเทียนร้อน การแก้ไข เปลี่ยนใช้หัวเทียนเย็น
10.เครื่องยนต์เกิดสะอึก สาเหตุและการแก้ไขเครื่องยนต์สะอึก
-หัวเทียนบอด การแก้ไข เปลี่ยนหัวเทียนใหม่
-ไฟแก่เกินไป การแก้ไข ปรับไฟการจุดระเบิดให้ถูกต้อง
-จังหวะจุดระเบิดไม่ถูกต้อง การแก้ไข ตรวจสอบสายไฟแรงสูงที่หัวเทียนให้ถูกต้องตาม
ลำดับการจุดระเบิด
11.เครื่องยนต์เกิดอาการจาม สาเหตุและการแก้ไขเครื่องยนต์จามทำได้ดังนี้
-ลำดับการจุดระเบิดไม่ถูกต้อง การแก้ไข จัดลำดับการจุดระเบิดให้ถูกต้อง
-ฝาครอบจานจ่ายรั่ว การแก้ไข เปลี่ยนฝาครอบจานจ่าย
WWW.PCNFORKLIFT.COM
1.ไม่มีประกายไฟที่เขี้ยวหัวเทียน สาเหตัและการแก้ไขเมื่อไม่มีประกายไฟที่เขี้ยวหัวเทียน
-หน้าทองขาวสกปรก การแก้ไข เปลี่ยนหัวทองขาว
-ระยะห่าวหน้าทองขาวชิดเกินไป การแก้ไข ปรับระยะห่างของหน้าทองขาว
-คอนเดนเซอร์เสื่อม การแก้ไข เปลี่ยนคอนเดนนเซอร์
-แบตเตอรี่ไม่มีไฟฟ้า การแก้ไข ประจุกกระแสไฟฟ้าให้แบตเตอรี่
-สายไฟวงจรปฐมภูมิหลุดหรือสกปรก การแก้ไข ทำความสะอาดและยึดขั้วให้แน่น
-คอยล์จุดระเบิดเสื่อม การแก้ไข เปลี่ยนคอยล์จุดระเบิดใหม่
-ไม่มีกระแสไฟที่วงจรปฐมภูมิ การแก้ไข ตรวจสอบวงจรปฐมภูมิ
-แผ่นยึดหน้าทองขาวไม่ลงดิน การแก้ไข ยึดสายดินให้แน่น
-มีความชื้นที่ฝาครอบจานจ่าย การแก้ไข เช็ดทำความสะอาด
และหน้าทองขาว
2. มรประกายไฟออกที่เขี้ยวหัวเทียนน้อยมาก สาเหตุและวิธีการแก้ไขมีดังนี้
-หน้าทองขาวสกปรกหรือไหม้ การแก้ไข เปลี่ยนหน้าทองขาวใหม่
-หัวโรเตอร์และขั้วด้านในฝาครอบ การแก้ไข เปลี่ยนฝาครอบจานจ่ายและหัวโรเตอร์
จานจ่ายไหม้
-สปริงหน้าทองขาวล้า การแก้ไข เปลี่ยนสปริงหน้าทองขาว
-สายไฟแรงสูงเสื่อม การแก้ไข เปลี่ยนสายไฟแรงสูงใหม่
-ลูกเบี้ยวจานจ่ายสึกหรอ การแก้ไข เปลี่ยนลูกเบี้ยวจานจ่าย
-บูชเพลาลูกเบี้ยวจานจ่ายสึกหรอ การแก้ไข เปลี่ยนบูชเพลาลูกเบี้ยว
-คอนเดนเซอร์เสื่อม การแก้ไข เปลี่ยนคอนเดนเซอร์
-คอยล์จุดระเบิดเสื่อม การแก้ไข เปลี่ยนคอยล์จุดระเบิดใหม่
-สายไฟวงจรปฐมภูมิสกปรกหรือหลุด การแก้ไข ทำความสะอาดหรือยึดให้แน่น
3.จุดระเบิดผิดพลาดที่ความเร็วต่ำ สาเหตุและวิธีการแก้ไขทำได้ดังนี้
- ระยะห่างของเขี้ยวหัวเทียนมากเกินไป การแก้ไข ปรับระยะห่างของเขี้ยวหัวเทียน
-ฉนวนหัวเทียนแตกร้าว การแก้ไข เปลี่ยนหัวเทียน
-หัวเทียนบอด การแก้ไข เปลี่ยนหัวเทียน
-มีประกายไฟออกที่เขี้ยวหัวเทียนน้อยมาก การแก้ไข ให้แก้ปัญหาตามหัวข้อปัญหามีประกายไฟออกที่
เขี้ยวหัวเทียนน้อยมาก
4.การจุดระเบิดผิดผลาดทุกความเร็ว สาเหตุและการแก้ไขปัญหาทำได้ดังนี้
-หัวเทียนบอด การแก้ไข เปลี่ยนหัวเทียนใหม่
-ฉนวนหัวเทียนแตกร้าว การแก้ไข เปลี่ยนหัวเทียนใหม่
-ขั้วสายไฟแรงสูงที่หัวเทียนไม่ถูกต้อง การแก้ไข ปรับลำดับการจุดระเบิดใหม่
-ระยะห่างของเขี้ยวหัวเทียนมากเกินไป การแก้ไข ปรับระยะห่างเขี้ยวหัวเทียนให้ถูกต้อง
5.หน้าทองขาวเสื่อมเร็วกว่ากำหนด สาเหตุและการแก้ไขทำได้ดังนี้
-หน้าทองขาวสกปรก การแก้ไข เปลี่ยนใหม่
-คอยล์จุดระเบิดเสื่อม การแก้ไข เปลี่ยนคอยล์จุดระเบิดใหม่
-ปรับระยะห่างหน้าทองขาวไม่ถูกต้อง การแก้ไข ปรับตั้งระยะห่างหน้าทองขาวใหม่
-แรงเคลื่อนไฟแรงสูงมากเกินไป การแก้ไข ปรับค่าแรงเคลื่อนไฟแรงสูงให้ถูกต้อง
-คอนเดนเซอร์เสื่อม การแก้ไข เปลี่ยนคอนเดนเซอร์ใหม่
-ชุดความต้านทานคอยล์จุดระเบิดเสื่อม การแก้ไข เปลี่ยนชุดความต้านทานใหม่
6.คอยล์เสื่อมเร็วกว่ากำหนด สาเหตุและการแก้ไขปัญหาทำได้ดังนี้
-น้ำมันคอยล์รั่ว การแก้ไข เปลี่ยนคอยล์ใหม่
-ความร้อนจากเครื่องยนต์ การแก้ไข เปลี่ยนที่ติดตั้งคอยล์ใหม่
-แรงเคลื่อนไฟแรงสูงมากเกินไป การแก้ไข ปรับค่าแรงเคลื่อนไฟแรงสูงให้ถูกต้อง
7.คอนเดนเซอร์เสื่อม สาเหตุและการแก้ไขปัญหาทำได้ดังนี้
-ได้รับความชื้นมากเกินไป การแก้ไข เปลี่ยนคอนเดนเซอร์ใหม่
-การใช้งานนานๆ การแก้ไข เปลี่ยนคอนเดนเซอร์ใหม่
8.หัวเทียนเสื่อมเร็วกว่ากำหนด สาเหตุและการแก้ไขปัญหา
-เกลียวเสียในขณะติดตั้งหัวเทียน การแก้ไข กวดขันแรงบิดหัวเทียนให้ได้ตามค่าที่กำหนด
-ใช้หัวเทียนที่มีค่าความร้อนไม่ถูกต้อง การแก้ไข เปลี่ยนหัวเทียนที่มีค่าความร้อนที่ถูกต้อง
-เกิดการชิงจุด การแก้ไข เปลี่ยนหัวเทียนเป็นหัวเทียนเย็น
-เกิดดีโทเนชัน การแก้ไข เปลี่ยนน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีค่าออกเทนสูง
-ส่วนผสมไอดีบางเกินไป การแก้ไข ปรับค่าส่วนผสมใหม่
9.เกิดการชิงจุด สาเหตุและการแก้ไขการเกิดชิงจุด
-เครื่องยนต์ร้อนจัด การแก้ไข ตรวจสอบระบบหล่อเย็น
-มีเขม่าในห้องเผาไหม้มาก การแก้ไข ทำความสะอาดห้องเผาไหม้
-ให้หัวเทียนร้อน การแก้ไข เปลี่ยนใช้หัวเทียนเย็น
10.เครื่องยนต์เกิดสะอึก สาเหตุและการแก้ไขเครื่องยนต์สะอึก
-หัวเทียนบอด การแก้ไข เปลี่ยนหัวเทียนใหม่
-ไฟแก่เกินไป การแก้ไข ปรับไฟการจุดระเบิดให้ถูกต้อง
-จังหวะจุดระเบิดไม่ถูกต้อง การแก้ไข ตรวจสอบสายไฟแรงสูงที่หัวเทียนให้ถูกต้องตาม
ลำดับการจุดระเบิด
11.เครื่องยนต์เกิดอาการจาม สาเหตุและการแก้ไขเครื่องยนต์จามทำได้ดังนี้
-ลำดับการจุดระเบิดไม่ถูกต้อง การแก้ไข จัดลำดับการจุดระเบิดให้ถูกต้อง
-ฝาครอบจานจ่ายรั่ว การแก้ไข เปลี่ยนฝาครอบจานจ่าย
WWW.PCNFORKLIFT.COM
วันพฤหัสบดีที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2555
PCN FORKLIFT THAILAND 5-ซ่อมรถยก(forklift) ทุกยี่ห้อ: การดูแลรถฟอร์คลิฟท์
PCN FORKLIFT THAILAND 5-ซ่อมรถยก(forklift) ทุกยี่ห้อ: การดูแลรถฟอร์คลิฟท์: การดูแลรถฟอร์คลิฟท์ ต้องมีโปรแกรมตรวจเชครถฟอร์คลิฟท์รวมถึงการซ่อมบำรุงเชิงป้องกันการตรวจสอบ และการทำความสะอาดตามที่ผู้ผลิตกำหนด่วนอุปกรณืที่...
WWW.PCNFORKLIFT.COM
WWW.PCNFORKLIFT.COM
การตรวจสอบระบบจุดระเบิด
การตรวจสอบระบบจุดระเบิด
การตรวจหาข้อบกพร่องของระบบจุดระเบิดเพื่อ วิเคราะห์หาสาเหตุที่เกิดขึ้นและแก้ไขให้ถูกต้องควรทำตามขั้นตอนที่ได้แนะนำไว้ เพื่อจะได้ค้นหาสาเหตุและแก้ไขได้ถูกต้องและรวดเร็วดังนี้
1.การตรวจสอบสายไฟแรงสูง (สายหัวเทียน) การตรวจสอบสายไฟแรงสูงปฏิบัติได้ดังนี้
-ทดสอบแรงเคลื่อนไฟแรงสูงโดยใช้มือจับที่ยางหุ้มขั้วสายหัวเทียน ดึงสายหัวเทียนออก และจี้ที่กราว หมุนเครื่องยนต์ทดสอบว่ามีประกายไฟเกิดขึ้นหรือไม่
-ตรวจค่าความต้านทานสายหัวเทียน (แบบตัวนำเป็นคาร์บอน) ค่าความต้านทานต้องน้อยกว่า 25 กิโลโอห์ม ถ้าค่าความต้านทานมากกว่นี้ ให้เปลี่ยนสายหัวเทียนใหม่
2.การตรวจสอบหัวเทียน ถอดหัวเทียนออกทำความสะอาดด้วยเครื่องล้างหัวเทียนหรือแปรงลวด ตรวจสอบขั้วอิเล็กโทรดเขี้ยวหัวเทียน เกลียวหัวเทียน ถ้ามีข้อบกพร่องให้เปลี่ยนหัวเทียนใหม่ ตั้งระยะห่างเขี้ยวหัวเทียนใหม่ให้ถูกต้อง
3.การตรวจสอบคอยล์จุดระเบิด การตรวจสอบคอยลืจุดระเบิดสามารถปฏิบัติได้ดังนี้
-ตรวจสอบความต้านทานขดลวดปฐมภูมิ โดยถอดสายไฟแรงสูงออก ถอดสายไฟที่ไปจานจ่ายออก ค่าความต้านทานของขดลวดปฐมภูมิ 1.3 - 1.6 โอห์ม ถ้าไม่ได้ค่าตามนี้ให้เปลี่ยนใหม่
-ตรวจสอบความต้านทานขดลวดทุติยภูมิ ค่าความต้านทานของขดลวดทุติยภูมิ 10.7 - 14.5 กิโลโอห์ม ถ้าไม่ได้ค่าตามนี้ให้เปลี่ยนใหม่
-ตรวจสอบค่าความต้านทานของตัวความต้านทานภายนอก มีค่าความต้านทานประมาณ 1.3 - 1.5 โอห์ม ถ้าไม่ได้ตามนี้ให้เปลี่ยนใหม่
-ตรวจสอบแรงเคลื่อนไฟฟ้าที่คอยล์จุดระเบิด เปิดสวตช์กุญแจจุดระเบิด ใช้โวลต์มิเตอร์สายบวก(+)จึ้ที่ขั้วบวก(+) ของตัวความต้านทาน สายลบ (-) จี้ที่กราวด์ แรงเคลื่อนไฟฟ้าจะต้องได้ 12 โวลต์ ถ้าไม่เป็นไปตามนี้ให้ตรวจสอบฟิวส์ ขั้วสายไฟ สวิตช์กุญแจจุดระเบิด และสายไฟ
4.การตรวจสอบคอยล์จุดระเบิดแบบรวม การตรวจสอบคอยล์จุดระเบิดแบบรวม (llA)ทำได้ดังนี้
-ถอดฝาครอบจานจ่าย โรเตอร์ และฝาครอบกันฝุ่นออก
-ต่อขั้วต่อสายไฟเข้าจานจ่าย
-ใช้โอห์มมิเตอร์วัดความต้านทานระหว่างขั้วบวก และขั้วลบ ของขดลวดปฐมภูมิ
-ใช้โอห์มมิเตอร์วัดความต้านทานระหว่างขั้วบวก และขั้วไฟแรงเคลื่อนสูงของขดลวดทุติยภูมิ (ความต้านทาน 10.2 - 13.8 กิโลโอห์ม )
5.การตรวจสอบชุดช่วยจุดระเบิดของคอยล์จุดระเบิดแบบรวม การตรวจสอบสามารถทำได้ดังนี้
-ต่อขั้วต่อสายไฟเข้าจานจ่าย
-บิดสวิตช์จุดระเบิดไปในตำแหน่ง IG
-ใช้โวลต์มิเตอร์ตรวจวัดโดยต่อสายวัดบวก เข้ากับขั้วบวก ของคอยล์จุดระเบิด และจี้สายวัดลงกราวด์แรงเคลื่อนไฟฟ้าประมาณ 12 โวลด์
-ใช้โวลด์มิเตอร์ตรวจวัดทรานซิสเตอร์กำลังในชุดช่วยจุดระเบิด โดยต่อสายวัดบวก เข้ากับขั้วลบ ของคอยล์จุดระเบิด และจี้สายวัดลบ ลงที่กราวด์ แรงเคลื่อนไฟฟ้าประมาณ 12 โวลด์
-ใช้ถ่านไฟฉายขนาด 1.5 โวลด์ โดยต่อสายไฟสีชมพูเข้ากับขั้วบวก ของถ่านไฟฉายและต่อสายไฟสีขาวเข้ากับขั้วลบ ของถ่านไฟฉาย (แรงคลื่นไฟฟ้าประมาณ 0 - 3 โวลด์)
-บิดสวิตช์จุดระเบิดไปในตำแหน่ง OFF
6.การตรวจสอบจานจ่ายของระบบจุดระเบิดแบบรวม สามารถตรวจสอบได้ดังนี้
-ใช้ฟิลเลอร์เกจวัดระยะห่างระหว่างโรเตอร์กับขดลวดกำเนิดสัญญาณจะต้องมีระยะห่างประมาณ 0.2 -0.4มิลลิเมตร (0.008 - 0.016 นิ้ว )
-ใช้โอห์มมิเตอร์ตรวจวัดความต้านทานของขดลวดกำเนิดสัญญาณ ความต้านทานประมาณ 140 - 180โอห์ม
-ถ้าเป็นเครื่องยนต์ที่ใช้อุปกรณืเร่งไฟอิลเกทรอนิกส์ ให้ใช้โอห์มมิเตอร์วัดความต้านทานระหว่างขั้วดังนี้
--ความต้านทานขดลวดกำเนิดสัญญาณ G ให้วัดระหว่าง G+ ถึง G- ประมาณ 140 - 180 โอห์ม
--ความต้านทานขดลวดกำเนิดสัญญาณ Ne ให้วัดระหว่างขั้ว Ne+ ถึง G- ประมาณ 140 - 180 โวลด์ ถ้าความต้านทานไม่ได้ตามที่กำหนดให้เปลี่ยนจานจ่ายใหม่
7.การตรวจจานจ่ายแบบทรานซีสเตอร์ล้วน การตรวจสามารถปฏิบัติได้ดังนี้
* การตรวจสอบเครื่องกำเนิดสัญญาณจานจ่าย
-ใช้ฟิลเลอร์เกจวัดระยะระหว่างโรเดอร์กำเนิดสัญญาณและขดลวดกำเนิดสัญญาณ แต่ถ้าระยะห่างไม่ได้ตามค่าที่กำหนด ให้ปรับใหม่ด้วยการคลายสกรู 2 ตัว และขยับชุดขดลวดกำเนิดสัญญาณไปจนกระทั่งได้ระยะห่างที่ถูกต้อง จึงล็อคสกรูทั้ง 2 ตัวให้แน่น (ค่ามารตฐานระยะห่างประมาณ 0.2 - 0.4 มิลิเมตร
-ใช้โอห์มมิเตอร์วัดค่าความต้านทานของขดลวดกำเนิดสัญญาณ (ค่าความต้านทานมาตรฐานอยู่ที่ 140 - 180 โอห์ม )
* การตรวจสอบชุดเร่งไฟ สามารถทำการตรวจสอบได้ดังนี้
-ปลดท่อและต่อทอ่สุญญากาศ ตรวจแรงเคลื่อนตัวของชุดเร่งไฟ
-บิดตัวโรเตอร์ให้เคลื่อนตัวไปตามเข็มนาฬิกาและปล่อย ให้สังเกตุการเคลื่อนตัวกลับในตำแหน่งเดิม ซึ่งเป็นการตรวจการทำงานของชุดเร่งไฟกลไก
การตรวจหาข้อบกพร่องของระบบจุดระเบิดเพื่อ วิเคราะห์หาสาเหตุที่เกิดขึ้นและแก้ไขให้ถูกต้องควรทำตามขั้นตอนที่ได้แนะนำไว้ เพื่อจะได้ค้นหาสาเหตุและแก้ไขได้ถูกต้องและรวดเร็วดังนี้
1.การตรวจสอบสายไฟแรงสูง (สายหัวเทียน) การตรวจสอบสายไฟแรงสูงปฏิบัติได้ดังนี้
-ทดสอบแรงเคลื่อนไฟแรงสูงโดยใช้มือจับที่ยางหุ้มขั้วสายหัวเทียน ดึงสายหัวเทียนออก และจี้ที่กราว หมุนเครื่องยนต์ทดสอบว่ามีประกายไฟเกิดขึ้นหรือไม่
-ตรวจค่าความต้านทานสายหัวเทียน (แบบตัวนำเป็นคาร์บอน) ค่าความต้านทานต้องน้อยกว่า 25 กิโลโอห์ม ถ้าค่าความต้านทานมากกว่นี้ ให้เปลี่ยนสายหัวเทียนใหม่
2.การตรวจสอบหัวเทียน ถอดหัวเทียนออกทำความสะอาดด้วยเครื่องล้างหัวเทียนหรือแปรงลวด ตรวจสอบขั้วอิเล็กโทรดเขี้ยวหัวเทียน เกลียวหัวเทียน ถ้ามีข้อบกพร่องให้เปลี่ยนหัวเทียนใหม่ ตั้งระยะห่างเขี้ยวหัวเทียนใหม่ให้ถูกต้อง
3.การตรวจสอบคอยล์จุดระเบิด การตรวจสอบคอยลืจุดระเบิดสามารถปฏิบัติได้ดังนี้
-ตรวจสอบความต้านทานขดลวดปฐมภูมิ โดยถอดสายไฟแรงสูงออก ถอดสายไฟที่ไปจานจ่ายออก ค่าความต้านทานของขดลวดปฐมภูมิ 1.3 - 1.6 โอห์ม ถ้าไม่ได้ค่าตามนี้ให้เปลี่ยนใหม่
-ตรวจสอบความต้านทานขดลวดทุติยภูมิ ค่าความต้านทานของขดลวดทุติยภูมิ 10.7 - 14.5 กิโลโอห์ม ถ้าไม่ได้ค่าตามนี้ให้เปลี่ยนใหม่
-ตรวจสอบค่าความต้านทานของตัวความต้านทานภายนอก มีค่าความต้านทานประมาณ 1.3 - 1.5 โอห์ม ถ้าไม่ได้ตามนี้ให้เปลี่ยนใหม่
-ตรวจสอบแรงเคลื่อนไฟฟ้าที่คอยล์จุดระเบิด เปิดสวตช์กุญแจจุดระเบิด ใช้โวลต์มิเตอร์สายบวก(+)จึ้ที่ขั้วบวก(+) ของตัวความต้านทาน สายลบ (-) จี้ที่กราวด์ แรงเคลื่อนไฟฟ้าจะต้องได้ 12 โวลต์ ถ้าไม่เป็นไปตามนี้ให้ตรวจสอบฟิวส์ ขั้วสายไฟ สวิตช์กุญแจจุดระเบิด และสายไฟ
4.การตรวจสอบคอยล์จุดระเบิดแบบรวม การตรวจสอบคอยล์จุดระเบิดแบบรวม (llA)ทำได้ดังนี้
-ถอดฝาครอบจานจ่าย โรเตอร์ และฝาครอบกันฝุ่นออก
-ต่อขั้วต่อสายไฟเข้าจานจ่าย
-ใช้โอห์มมิเตอร์วัดความต้านทานระหว่างขั้วบวก และขั้วลบ ของขดลวดปฐมภูมิ
-ใช้โอห์มมิเตอร์วัดความต้านทานระหว่างขั้วบวก และขั้วไฟแรงเคลื่อนสูงของขดลวดทุติยภูมิ (ความต้านทาน 10.2 - 13.8 กิโลโอห์ม )
5.การตรวจสอบชุดช่วยจุดระเบิดของคอยล์จุดระเบิดแบบรวม การตรวจสอบสามารถทำได้ดังนี้
-ต่อขั้วต่อสายไฟเข้าจานจ่าย
-บิดสวิตช์จุดระเบิดไปในตำแหน่ง IG
-ใช้โวลต์มิเตอร์ตรวจวัดโดยต่อสายวัดบวก เข้ากับขั้วบวก ของคอยล์จุดระเบิด และจี้สายวัดลงกราวด์แรงเคลื่อนไฟฟ้าประมาณ 12 โวลด์
-ใช้โวลด์มิเตอร์ตรวจวัดทรานซิสเตอร์กำลังในชุดช่วยจุดระเบิด โดยต่อสายวัดบวก เข้ากับขั้วลบ ของคอยล์จุดระเบิด และจี้สายวัดลบ ลงที่กราวด์ แรงเคลื่อนไฟฟ้าประมาณ 12 โวลด์
-ใช้ถ่านไฟฉายขนาด 1.5 โวลด์ โดยต่อสายไฟสีชมพูเข้ากับขั้วบวก ของถ่านไฟฉายและต่อสายไฟสีขาวเข้ากับขั้วลบ ของถ่านไฟฉาย (แรงคลื่นไฟฟ้าประมาณ 0 - 3 โวลด์)
-บิดสวิตช์จุดระเบิดไปในตำแหน่ง OFF
6.การตรวจสอบจานจ่ายของระบบจุดระเบิดแบบรวม สามารถตรวจสอบได้ดังนี้
-ใช้ฟิลเลอร์เกจวัดระยะห่างระหว่างโรเตอร์กับขดลวดกำเนิดสัญญาณจะต้องมีระยะห่างประมาณ 0.2 -0.4มิลลิเมตร (0.008 - 0.016 นิ้ว )
-ใช้โอห์มมิเตอร์ตรวจวัดความต้านทานของขดลวดกำเนิดสัญญาณ ความต้านทานประมาณ 140 - 180โอห์ม
-ถ้าเป็นเครื่องยนต์ที่ใช้อุปกรณืเร่งไฟอิลเกทรอนิกส์ ให้ใช้โอห์มมิเตอร์วัดความต้านทานระหว่างขั้วดังนี้
--ความต้านทานขดลวดกำเนิดสัญญาณ G ให้วัดระหว่าง G+ ถึง G- ประมาณ 140 - 180 โอห์ม
--ความต้านทานขดลวดกำเนิดสัญญาณ Ne ให้วัดระหว่างขั้ว Ne+ ถึง G- ประมาณ 140 - 180 โวลด์ ถ้าความต้านทานไม่ได้ตามที่กำหนดให้เปลี่ยนจานจ่ายใหม่
7.การตรวจจานจ่ายแบบทรานซีสเตอร์ล้วน การตรวจสามารถปฏิบัติได้ดังนี้
* การตรวจสอบเครื่องกำเนิดสัญญาณจานจ่าย
-ใช้ฟิลเลอร์เกจวัดระยะระหว่างโรเดอร์กำเนิดสัญญาณและขดลวดกำเนิดสัญญาณ แต่ถ้าระยะห่างไม่ได้ตามค่าที่กำหนด ให้ปรับใหม่ด้วยการคลายสกรู 2 ตัว และขยับชุดขดลวดกำเนิดสัญญาณไปจนกระทั่งได้ระยะห่างที่ถูกต้อง จึงล็อคสกรูทั้ง 2 ตัวให้แน่น (ค่ามารตฐานระยะห่างประมาณ 0.2 - 0.4 มิลิเมตร
-ใช้โอห์มมิเตอร์วัดค่าความต้านทานของขดลวดกำเนิดสัญญาณ (ค่าความต้านทานมาตรฐานอยู่ที่ 140 - 180 โอห์ม )
* การตรวจสอบชุดเร่งไฟ สามารถทำการตรวจสอบได้ดังนี้
-ปลดท่อและต่อทอ่สุญญากาศ ตรวจแรงเคลื่อนตัวของชุดเร่งไฟ
-บิดตัวโรเตอร์ให้เคลื่อนตัวไปตามเข็มนาฬิกาและปล่อย ให้สังเกตุการเคลื่อนตัวกลับในตำแหน่งเดิม ซึ่งเป็นการตรวจการทำงานของชุดเร่งไฟกลไก
วันพุธที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2555
ปัญหาข้อขัดข้องของระบบระบายความร้อนของเครื่องยนต์
ปัญหาข้อขัดข้องของระบบระบายความร้อนของเครื่องยนต์ ปัญหาที่เกิดขึ้นสามารถจำแนกได้ดังต่อไปนี้
1. เครื่องยนต์ร้อนจัด สาเหตุและการแก้ไขเครื่องยนต์ร้อนจัดปฏิบัติดังนี้
-ระดับน้ำในหม้อน้ำมันต่ำเกินไป การแก้ไข เติมให้ได้ระดับ
-สายพานหย่อน การแก้ไข ปรับความตึงสายพานใหม่
-สายพาขาด การแก้ไข เปลี่ยนสายพานใหม่
-สายพานเลื่อน การแก้ไข เปลี่ยนสายพานใหม่
-สนิมอุดตันที่หม้อน้ำ การแก้ไข ทำความสะอาดหม้อน้ำ
-ยางท่อน้ำอุดตัน การแก้ไข เปลี่ยนยางท่อน้ำ
-มีอากาศรั่วเข้าในระบบ การแก้ไข ปรับซ่อมปั๊มน้ำและยึดทอ่น้ำให้แน่น
-ฝาหม้อน้ำไม่ทำงาน การแก้ไข เปลี่ยนฝาหม้อน้ำใหม่
-เทอร์โมสตัตไม่ทำงาน การแก้ไข เปลี่ยนเทอร์โมสตัตใหม่
-สนิมจับที่ทางน้ำที่เสื้อสูบ การแก้ไข ทำความสะอาดเสื้อสูบ
-ปะเก็นฝาสูบรั่ว การแก้ไข เปลี่ยนปะเก็นฝาสูบใหม่
-ใบพัดปั๊มน้ำแตก การแก้ไข เปลี่ยนใบพัดปั๊มน้ำใหม่
-เบรกรถยนต์ติด การแก้ไข ปรับระยะเบรกใหม่
-ระดับน้ำมันหล่อลื่นต่ำกว่าระดับ การแก้ไข เติมน้ำมันหล่อลื่นให้ได้ระดับ
-ยางท่อน้ำตอนล่างยุบตัว การแก้ไข เปลี่ยนยางท่อน้ำใหม่
-ตั้งระยะห่างของลิ้นน้อยเกินไป การแก้ไข ปรับระยะห่างของลิ้นให้ได้ตามที่กำหนด
-จังหวะการจุดระเบิดล่าช้า การแก้ไข ปรับจังหวะการจุดระเบิด
-ส่วนผสมไอดีบางเกินไป การแก้ไข ทำความสะอาดและเปลี่ยนนมหนูใหม่
2.เครื่องยนต์อุ่นล่าช้า สาเหตุและการแก้ไขเครื่องยนต์อุ่นล่าช้า
-เทอร์โมสตัตเปิดค้าง การแก้ไข เปลี่ยนเทอร์โมสตัต
-อากาศเย็นจัด การแก้ไข ติดตั้งกะบังลม
-ไม่มีเทอร์โมสตัต การแก้ไข ติดตั้งเทอร์โมสตัต
-ใช้เทอร์โมสตัตเปิดที่อุณภูมิต่ำ การแก้ไข เปลี่ยนใช้เทอร์โมสตัตชนิดที่อุณหภูมิสูง
3.เครื่องยนต์ร้อนจัดหรือเย็นจัดอย่างเห็นได้ชัด สาเหตุและการแก้ไขเครื่องยนต์ร้อนจัดหรือเย็นจัด
-เซนเซอร์วัดอุณหภูมิบกพร่อง การแก้ไข เปลี่ยนเซนเซอร์วัดอุณหภูมิใหม่
-เกจวัดอุณหภูมิบกพร่อง การแก้ไข เปลี่ยนเกจวัดอุณหภูมิใหม่
-หลอดไฟเตือนอุณหภูมิความร้อนขาด การแก้ไข เปลี่ยนหลอดไฟใหม่
4.สายพานดังขณะเร่งเครื่องยนต์ สาเหตุและการแก้ไขสายพานดังขณะเร่งเครื่องยนต์
-สายพานหย่อน การแก้ไข ปรับสายพานใหม่
-สายพานลื่น การแก้ไข เปลี่ยนสายพานใหม่
-สายพานมีความฝืดเนื่องจากขับปั๊มน้ำ การแก้ไข เปลี่ยนสายพานที่ขับให้ถูกต้องกับขนาดที่ใช้
ปั๊มพวงมาลัยเพาว์เวอร์ เป็นต้น
5.สายพานมีเสียงดังที่ความเร็วรอบต่ำ สาเหตุและการแก้ไขสายพานมีเสียงดังที่ความเร็วต่ำ
-สายพานหย่อน การแก้ไข ปรับความตึงสายพานใหม่
-สายพานสกปรก การแก้ไข ปรับสายพานใหม่
-สายพานไม่ได้ขนาด การแก้ไข เปลี่ยนสายพานใหม่
-พูลเลย์ไม่ได้ขนาด การแก้ไข เปลี่ยนสายพานใหม่
6.สายพานหลุดออกจากร่องพูลเลย์ขับสายพาน สาเหตุและการแก้ไขสายพานหลุดออกจากร่องพูลเลย์ขับสายพานทำได้ดังนี้
-สายพานหย่อน การแก้ไข ปรับความตึงสายพานใหม่
-พูลเลย์ไม่ได้ศูนย์ การแก้ไข ปรับพูลเลย์ให้ได้ศูนย์
-สายพานฉีกขาด การแก้ไข เปลี่ยนสานพานใหม่
-สายพานไม่ได้ขนาด การแก้ไข เปลี่ยนสายพานใหม่
7.ปั๊มน้ำมีเสียงดัง สาเหตุและการแก้ไขปัญหา
-ลูกปืนปั๊มน้ำชำรุด การแก้ไข ทำการซ่อมแซมหรือเปลี่ยนปั๊มน้ำใหม่
-เกิดเสียงดังจากซีลปั๊มน้ำ การแก้ไข หล่อลื่นปั๊มน้ำ
8.เสียงดังที่ฝาหม้อน้ำ สาเหตุและการแก้ไขปัญหา
-น้ำหล่อเย็นเดือด การแก้ไข ดับเครื่องยนต์และตรวจสอบสาเหตุ
WWW.PCNFORKLIFT.COM
1. เครื่องยนต์ร้อนจัด สาเหตุและการแก้ไขเครื่องยนต์ร้อนจัดปฏิบัติดังนี้
-ระดับน้ำในหม้อน้ำมันต่ำเกินไป การแก้ไข เติมให้ได้ระดับ
-สายพานหย่อน การแก้ไข ปรับความตึงสายพานใหม่
-สายพาขาด การแก้ไข เปลี่ยนสายพานใหม่
-สายพานเลื่อน การแก้ไข เปลี่ยนสายพานใหม่
-สนิมอุดตันที่หม้อน้ำ การแก้ไข ทำความสะอาดหม้อน้ำ
-ยางท่อน้ำอุดตัน การแก้ไข เปลี่ยนยางท่อน้ำ
-มีอากาศรั่วเข้าในระบบ การแก้ไข ปรับซ่อมปั๊มน้ำและยึดทอ่น้ำให้แน่น
-ฝาหม้อน้ำไม่ทำงาน การแก้ไข เปลี่ยนฝาหม้อน้ำใหม่
-เทอร์โมสตัตไม่ทำงาน การแก้ไข เปลี่ยนเทอร์โมสตัตใหม่
-สนิมจับที่ทางน้ำที่เสื้อสูบ การแก้ไข ทำความสะอาดเสื้อสูบ
-ปะเก็นฝาสูบรั่ว การแก้ไข เปลี่ยนปะเก็นฝาสูบใหม่
-ใบพัดปั๊มน้ำแตก การแก้ไข เปลี่ยนใบพัดปั๊มน้ำใหม่
-เบรกรถยนต์ติด การแก้ไข ปรับระยะเบรกใหม่
-ระดับน้ำมันหล่อลื่นต่ำกว่าระดับ การแก้ไข เติมน้ำมันหล่อลื่นให้ได้ระดับ
-ยางท่อน้ำตอนล่างยุบตัว การแก้ไข เปลี่ยนยางท่อน้ำใหม่
-ตั้งระยะห่างของลิ้นน้อยเกินไป การแก้ไข ปรับระยะห่างของลิ้นให้ได้ตามที่กำหนด
-จังหวะการจุดระเบิดล่าช้า การแก้ไข ปรับจังหวะการจุดระเบิด
-ส่วนผสมไอดีบางเกินไป การแก้ไข ทำความสะอาดและเปลี่ยนนมหนูใหม่
2.เครื่องยนต์อุ่นล่าช้า สาเหตุและการแก้ไขเครื่องยนต์อุ่นล่าช้า
-เทอร์โมสตัตเปิดค้าง การแก้ไข เปลี่ยนเทอร์โมสตัต
-อากาศเย็นจัด การแก้ไข ติดตั้งกะบังลม
-ไม่มีเทอร์โมสตัต การแก้ไข ติดตั้งเทอร์โมสตัต
-ใช้เทอร์โมสตัตเปิดที่อุณภูมิต่ำ การแก้ไข เปลี่ยนใช้เทอร์โมสตัตชนิดที่อุณหภูมิสูง
3.เครื่องยนต์ร้อนจัดหรือเย็นจัดอย่างเห็นได้ชัด สาเหตุและการแก้ไขเครื่องยนต์ร้อนจัดหรือเย็นจัด
-เซนเซอร์วัดอุณหภูมิบกพร่อง การแก้ไข เปลี่ยนเซนเซอร์วัดอุณหภูมิใหม่
-เกจวัดอุณหภูมิบกพร่อง การแก้ไข เปลี่ยนเกจวัดอุณหภูมิใหม่
-หลอดไฟเตือนอุณหภูมิความร้อนขาด การแก้ไข เปลี่ยนหลอดไฟใหม่
4.สายพานดังขณะเร่งเครื่องยนต์ สาเหตุและการแก้ไขสายพานดังขณะเร่งเครื่องยนต์
-สายพานหย่อน การแก้ไข ปรับสายพานใหม่
-สายพานลื่น การแก้ไข เปลี่ยนสายพานใหม่
-สายพานมีความฝืดเนื่องจากขับปั๊มน้ำ การแก้ไข เปลี่ยนสายพานที่ขับให้ถูกต้องกับขนาดที่ใช้
ปั๊มพวงมาลัยเพาว์เวอร์ เป็นต้น
5.สายพานมีเสียงดังที่ความเร็วรอบต่ำ สาเหตุและการแก้ไขสายพานมีเสียงดังที่ความเร็วต่ำ
-สายพานหย่อน การแก้ไข ปรับความตึงสายพานใหม่
-สายพานสกปรก การแก้ไข ปรับสายพานใหม่
-สายพานไม่ได้ขนาด การแก้ไข เปลี่ยนสายพานใหม่
-พูลเลย์ไม่ได้ขนาด การแก้ไข เปลี่ยนสายพานใหม่
6.สายพานหลุดออกจากร่องพูลเลย์ขับสายพาน สาเหตุและการแก้ไขสายพานหลุดออกจากร่องพูลเลย์ขับสายพานทำได้ดังนี้
-สายพานหย่อน การแก้ไข ปรับความตึงสายพานใหม่
-พูลเลย์ไม่ได้ศูนย์ การแก้ไข ปรับพูลเลย์ให้ได้ศูนย์
-สายพานฉีกขาด การแก้ไข เปลี่ยนสานพานใหม่
-สายพานไม่ได้ขนาด การแก้ไข เปลี่ยนสายพานใหม่
7.ปั๊มน้ำมีเสียงดัง สาเหตุและการแก้ไขปัญหา
-ลูกปืนปั๊มน้ำชำรุด การแก้ไข ทำการซ่อมแซมหรือเปลี่ยนปั๊มน้ำใหม่
-เกิดเสียงดังจากซีลปั๊มน้ำ การแก้ไข หล่อลื่นปั๊มน้ำ
8.เสียงดังที่ฝาหม้อน้ำ สาเหตุและการแก้ไขปัญหา
-น้ำหล่อเย็นเดือด การแก้ไข ดับเครื่องยนต์และตรวจสอบสาเหตุ
WWW.PCNFORKLIFT.COM
การตรวจสอบระบบเชื้อเพลิง
การตรวจสอบระบบเชื้อเพลิง เป็นการตรวจสอบระบบการจ่ายเชื้อเพลิงซึ่งได้แก่ ปั๊มเชื้อเพลิงและอุปกรณ์ต่างๆในคาร์บูเรเตอร์ ซึ่งจะต้องพอจารณาและตรวจสอบตามขั้นตอนดังต่อไปนี้
1.การตรวจปั๊มเชื้อเพลิง การตรวจการทำงานของปั๊มเชื้อเพลิงแบบกลไกสามารถปฏิบัติดังนี้
-ตรวจการทำงานของลิ้นน้ำมันเข้าด้วยการอุดท่อเข้า-ออกและท่อไหลกลับ และพิจารณาดูการเคลื่อนตัวของกระเดื่องกดแผ่นไดอะแฟรมซึ่งจะเคลื่อนตัวเป็นอิสระ
-ตรวจสอบลิ้นทางด้านน้ำมันออก โดยใช้นิ้วมืออุดช่องทางเข้าและตรวจสอบการล็อคตัวของกระเดื่องนั้นด้วยแรงเช่นเดียวกับการตรวจสอบลิ้นทางเข้า
-ตรวจสอบไดอะแฟรมโดยใช้นิ้วมืออุดท่อทางเข้าและท่อทางออกและตรวจสอบการล็อคตัวของกระเดือง
หมายเหตุ ถ้าทำการตรวจสอบทั้ง 3 หัวข้อแล้วปั๊มยังคงทำงานผิดปกติอยู่ นั่นแสดงว่าการผนึกของปั๊มผิดปกติ
*ให้อุดรูระบายปั๊มเพื่อตรวจสอบการรั่วของน้ำมันและการล็อคของกระเดิ่องปั๊ม
2.การถอดแยกคาร์บูเรเตอร์ การถอดแยกคาร์บูเรเตอร์ควรถอดแยกชิ้นส่วนออกเป็น 2 ส่วนอย่างระมัดระวัง เช่น ควรแยกฝาครอบคาร์บูเรเตอร์ และตัวเรือนของคาร์บูเรเตอร์ออกอย่างระมัดระวังอย่าให้สับสน และควรจัดเรียงชิ้นส่วนให้เป็ไปตามลำดับ
3.การตรวจสอบคาร์บูเรเตอร์ ก่อนทำการตรวจสอบคาร์บูเรเตอร์ ชิ้นส่วนทุกชิ้นควรจะได้รับการทำความสะอาดเสียก่อน การตรวจสอบสามารถปฏิบัติได้ดังนี้
-ตรวจสอบการสึกหรอของสลักลูกลอย การแตกบิ่นของรูสลักลูกลอย การบิดเบี้ยวของสปริง เข็มลูกลอย ลูกสูบ และการแตกของตัวกรองเชื้อเพลิง
-ตรวจสอบการเคลื่อนตัวของลูกสูบกำลัง
-ตรวจสอบการชำรุดและการเปิด-ปิดของลิ้นกำลัง
-ตรวจสอบการทำงานของนมหนูไฟฟ้าด้วยการต่อขดลวดกับแบตเตอรี่
-ตรวจสอบความต้านทานตัวเรือนขดลวดโช้กอัตโนมัติ (ความต้านทาน 20 ถึง 22 โอห์ม ที่อุณหภูมิ 20องศาเซลเซียส )
-ตรวจรอยชำรุดของสกรูปรับส่วนผสมเดินเบา
-ตรวจสอบการอุดตันของนมหนูเดินเบาและนมหนูหลักแต่ละตัว
4.การประกอบคาร์บูเรเตอร์ การประกอบให้ประกอบอย่างระมัดระวังตามขั้นตอนดังนี้
-ประกอบสกรูปรับแต่งส่วนผสมเดินเบาเข้าที่เรือนคาร์บูเรเตอร์
-ประกอบชุดไดอะแฟรมตรวจวัดตำแหน่งลิ้นเร่ง
-ประกอบลูกเบี้ยวเดินเบารอบสูง แหวนรองลูกเบี้ยว และโบลด์
-ประกอบคอคอดท่อที่ 1 และท่อที่ 2บนปะเก็นที่เปลี่ยนใหม่
-ประกอบปั๊มเร่งช่วย ลูกปืนไดอะแฟรมสปริง และเรือนปั๊มเร่งช่วย
-ประกอบนมหนูหลักท่อที่ 1 และ 2 และนมหนูเดินเบา
-ประกอบตัวหน่วงลิ้นเร่งและนมหนูไฟฟ้าเข้ากับตัวเรือนคาร์บูเรเตอร์
-ประกอบลูกปืนกันกลับของปั๊มเร่ง
-ประกอบตัวเรือนขดลวดสปริงไบมีทัลของโช้กอัตโนมัติ
-จัดขีดบนเรือนโช้กให้ตรงกัน และตรวจการทำงานของลิ้นโช้ก
-ประกอบบ่าลิ้นและปะเก็นใหม่เข้าช่องทางเชื้อเพลิงเข้า
-ประกอบเข็มลูกลอย สปริงลูกลอย ลูกลอย และสลัก
-ตรวจวัดระดับลูกลอยโดยใช้เวอร์เนียร์หรือเครื่องมือวัดเฉพาะวัดระหว่างลูกลอยกับฝาครอบคาร์บูเรเตอร์ (ระดับลูกลอย 7.2 มิลลิเมตร หรือ 0.238 นิ้ว)
-ถ้าระดับลูกลอยไม่ได้ตามที่กำหนดไว้ ให้ทำการปรับที่ส่วนปลายของลูกลอย
-ประกอบฝาครอบและตัวเรือนคาร์บูเรเตอร์เข้าด้วยกันกับสกรู
-ประกอบก้านต่อโช้กโอเพนเนอร์
-ประกอบขาปั๊มเร่งและก้านต่อโช้กเข้ากับฝาครอบคาร์บูเรเตอร์
5.การปรับแต่งคาร์บูเรเตอร์ หลังจากทำการประกอบคาร์บูเรเตอร์แล้ว ควรทำการปรับแต่งคาร์บูเรเตอร์ตามขั้นตอนดังต่อไปนี้
-ตรวจสอบการเปิดเต็มที่ของลิ้นเร่งท่อที่1 (ค่ามุมมาตรฐาน 90 องศาตามแนวนอน )
-ถ้ามุมการเปิดไม่ได้ตามค่าที่กำหนด ให้ปรับตั้งขากั้นลิ้นเร่งท่อที่ 1
-ตรวจวัดมุมการเปิดเต็มที่ของลิ้นเร่งท่อที่ 2 ( ค่ามุมมาตรฐาน 80 องศาตามแนวนอน)
-ถ้ามุมเปิดไม่ได้ตามค่าที่กำหนด ให้ปรับตั้งขากั้นลิ้นเร่งท่อที่ 2
-ปรับตั้งระยะห่างระหว่างลิ้นเร่งท่อที่ 2 กับตัวเรือนคาร์บูเรเตอร์ (ระยะคิกอัป ระยะห่างคิกอัปประมาณ 0.16 ถึง 0.27 มิลลิเมตร)
-ถ้าระยะห่างคิกอัปไม่ได้ตามค่าที่กำหนด ให้ใช้คีมปรับตั้งดัดขาลิ้นเร่งท่อที่ 2
-ปรับตั้งขีดเครื่องหมายบนเรือนขดลวดให้ตรงกับขีดกลางของตัวเรือน
-ถ้าต้องการปรับส่วนผสมให้เหมาะสมกับการสตาร์ท ให้หมุนเรือนขดลวดไปตามทิศทางดังนี้
ถ้าต้องการส่วนผสมหนา ให้หมุนเรือนขดลวดไปตามทิศทางเข็มนาฬิกา
ถ้าต้องการส่วนผสมบาง ให้หมุนเรือนขดลวดไปตามทิศทางทวนเข็มนาฬิกา
-ปรับขาลิ้นเร่งในตำแหน่งเดินเบารอบสูง
-ถ้ารอบเดินเบารอบสูงไม่ได้ตามที่กำหนด ให้ใช้คีมดัดขาเดินเบารอบสูง
-ดัดก้านต่อ A เพื่อปรับตั้งระยะการทำงานของปั๊มเร่ง (ค่าระยะมาตรฐาน 4.0 มิลลิเมตร)
WWW.PCNFORKLIFT.COM
1.การตรวจปั๊มเชื้อเพลิง การตรวจการทำงานของปั๊มเชื้อเพลิงแบบกลไกสามารถปฏิบัติดังนี้
-ตรวจการทำงานของลิ้นน้ำมันเข้าด้วยการอุดท่อเข้า-ออกและท่อไหลกลับ และพิจารณาดูการเคลื่อนตัวของกระเดื่องกดแผ่นไดอะแฟรมซึ่งจะเคลื่อนตัวเป็นอิสระ
-ตรวจสอบลิ้นทางด้านน้ำมันออก โดยใช้นิ้วมืออุดช่องทางเข้าและตรวจสอบการล็อคตัวของกระเดื่องนั้นด้วยแรงเช่นเดียวกับการตรวจสอบลิ้นทางเข้า
-ตรวจสอบไดอะแฟรมโดยใช้นิ้วมืออุดท่อทางเข้าและท่อทางออกและตรวจสอบการล็อคตัวของกระเดือง
หมายเหตุ ถ้าทำการตรวจสอบทั้ง 3 หัวข้อแล้วปั๊มยังคงทำงานผิดปกติอยู่ นั่นแสดงว่าการผนึกของปั๊มผิดปกติ
*ให้อุดรูระบายปั๊มเพื่อตรวจสอบการรั่วของน้ำมันและการล็อคของกระเดิ่องปั๊ม
2.การถอดแยกคาร์บูเรเตอร์ การถอดแยกคาร์บูเรเตอร์ควรถอดแยกชิ้นส่วนออกเป็น 2 ส่วนอย่างระมัดระวัง เช่น ควรแยกฝาครอบคาร์บูเรเตอร์ และตัวเรือนของคาร์บูเรเตอร์ออกอย่างระมัดระวังอย่าให้สับสน และควรจัดเรียงชิ้นส่วนให้เป็ไปตามลำดับ
3.การตรวจสอบคาร์บูเรเตอร์ ก่อนทำการตรวจสอบคาร์บูเรเตอร์ ชิ้นส่วนทุกชิ้นควรจะได้รับการทำความสะอาดเสียก่อน การตรวจสอบสามารถปฏิบัติได้ดังนี้
-ตรวจสอบการสึกหรอของสลักลูกลอย การแตกบิ่นของรูสลักลูกลอย การบิดเบี้ยวของสปริง เข็มลูกลอย ลูกสูบ และการแตกของตัวกรองเชื้อเพลิง
-ตรวจสอบการเคลื่อนตัวของลูกสูบกำลัง
-ตรวจสอบการชำรุดและการเปิด-ปิดของลิ้นกำลัง
-ตรวจสอบการทำงานของนมหนูไฟฟ้าด้วยการต่อขดลวดกับแบตเตอรี่
-ตรวจสอบความต้านทานตัวเรือนขดลวดโช้กอัตโนมัติ (ความต้านทาน 20 ถึง 22 โอห์ม ที่อุณหภูมิ 20องศาเซลเซียส )
-ตรวจรอยชำรุดของสกรูปรับส่วนผสมเดินเบา
-ตรวจสอบการอุดตันของนมหนูเดินเบาและนมหนูหลักแต่ละตัว
4.การประกอบคาร์บูเรเตอร์ การประกอบให้ประกอบอย่างระมัดระวังตามขั้นตอนดังนี้
-ประกอบสกรูปรับแต่งส่วนผสมเดินเบาเข้าที่เรือนคาร์บูเรเตอร์
-ประกอบชุดไดอะแฟรมตรวจวัดตำแหน่งลิ้นเร่ง
-ประกอบลูกเบี้ยวเดินเบารอบสูง แหวนรองลูกเบี้ยว และโบลด์
-ประกอบคอคอดท่อที่ 1 และท่อที่ 2บนปะเก็นที่เปลี่ยนใหม่
-ประกอบปั๊มเร่งช่วย ลูกปืนไดอะแฟรมสปริง และเรือนปั๊มเร่งช่วย
-ประกอบนมหนูหลักท่อที่ 1 และ 2 และนมหนูเดินเบา
-ประกอบตัวหน่วงลิ้นเร่งและนมหนูไฟฟ้าเข้ากับตัวเรือนคาร์บูเรเตอร์
-ประกอบลูกปืนกันกลับของปั๊มเร่ง
-ประกอบตัวเรือนขดลวดสปริงไบมีทัลของโช้กอัตโนมัติ
-จัดขีดบนเรือนโช้กให้ตรงกัน และตรวจการทำงานของลิ้นโช้ก
-ประกอบบ่าลิ้นและปะเก็นใหม่เข้าช่องทางเชื้อเพลิงเข้า
-ประกอบเข็มลูกลอย สปริงลูกลอย ลูกลอย และสลัก
-ตรวจวัดระดับลูกลอยโดยใช้เวอร์เนียร์หรือเครื่องมือวัดเฉพาะวัดระหว่างลูกลอยกับฝาครอบคาร์บูเรเตอร์ (ระดับลูกลอย 7.2 มิลลิเมตร หรือ 0.238 นิ้ว)
-ถ้าระดับลูกลอยไม่ได้ตามที่กำหนดไว้ ให้ทำการปรับที่ส่วนปลายของลูกลอย
-ประกอบฝาครอบและตัวเรือนคาร์บูเรเตอร์เข้าด้วยกันกับสกรู
-ประกอบก้านต่อโช้กโอเพนเนอร์
-ประกอบขาปั๊มเร่งและก้านต่อโช้กเข้ากับฝาครอบคาร์บูเรเตอร์
5.การปรับแต่งคาร์บูเรเตอร์ หลังจากทำการประกอบคาร์บูเรเตอร์แล้ว ควรทำการปรับแต่งคาร์บูเรเตอร์ตามขั้นตอนดังต่อไปนี้
-ตรวจสอบการเปิดเต็มที่ของลิ้นเร่งท่อที่1 (ค่ามุมมาตรฐาน 90 องศาตามแนวนอน )
-ถ้ามุมการเปิดไม่ได้ตามค่าที่กำหนด ให้ปรับตั้งขากั้นลิ้นเร่งท่อที่ 1
-ตรวจวัดมุมการเปิดเต็มที่ของลิ้นเร่งท่อที่ 2 ( ค่ามุมมาตรฐาน 80 องศาตามแนวนอน)
-ถ้ามุมเปิดไม่ได้ตามค่าที่กำหนด ให้ปรับตั้งขากั้นลิ้นเร่งท่อที่ 2
-ปรับตั้งระยะห่างระหว่างลิ้นเร่งท่อที่ 2 กับตัวเรือนคาร์บูเรเตอร์ (ระยะคิกอัป ระยะห่างคิกอัปประมาณ 0.16 ถึง 0.27 มิลลิเมตร)
-ถ้าระยะห่างคิกอัปไม่ได้ตามค่าที่กำหนด ให้ใช้คีมปรับตั้งดัดขาลิ้นเร่งท่อที่ 2
-ปรับตั้งขีดเครื่องหมายบนเรือนขดลวดให้ตรงกับขีดกลางของตัวเรือน
-ถ้าต้องการปรับส่วนผสมให้เหมาะสมกับการสตาร์ท ให้หมุนเรือนขดลวดไปตามทิศทางดังนี้
ถ้าต้องการส่วนผสมหนา ให้หมุนเรือนขดลวดไปตามทิศทางเข็มนาฬิกา
ถ้าต้องการส่วนผสมบาง ให้หมุนเรือนขดลวดไปตามทิศทางทวนเข็มนาฬิกา
-ปรับขาลิ้นเร่งในตำแหน่งเดินเบารอบสูง
-ถ้ารอบเดินเบารอบสูงไม่ได้ตามที่กำหนด ให้ใช้คีมดัดขาเดินเบารอบสูง
-ดัดก้านต่อ A เพื่อปรับตั้งระยะการทำงานของปั๊มเร่ง (ค่าระยะมาตรฐาน 4.0 มิลลิเมตร)
WWW.PCNFORKLIFT.COM
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)