วันพุธที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2555

ปัญหาข้อขัดข้องของระบบระบายความร้อนของเครื่องยนต์

  ปัญหาข้อขัดข้องของระบบระบายความร้อนของเครื่องยนต์  ปัญหาที่เกิดขึ้นสามารถจำแนกได้ดังต่อไปนี้
1. เครื่องยนต์ร้อนจัด สาเหตุและการแก้ไขเครื่องยนต์ร้อนจัดปฏิบัติดังนี้
  -ระดับน้ำในหม้อน้ำมันต่ำเกินไป            การแก้ไข  เติมให้ได้ระดับ
  -สายพานหย่อน                                      การแก้ไข  ปรับความตึงสายพานใหม่
  -สายพาขาด                                           การแก้ไข   เปลี่ยนสายพานใหม่
  -สายพานเลื่อน                                       การแก้ไข  เปลี่ยนสายพานใหม่
  -สนิมอุดตันที่หม้อน้ำ                             การแก้ไข   ทำความสะอาดหม้อน้ำ
  -ยางท่อน้ำอุดตัน                                   การแก้ไข   เปลี่ยนยางท่อน้ำ
  -มีอากาศรั่วเข้าในระบบ                         การแก้ไข   ปรับซ่อมปั๊มน้ำและยึดทอ่น้ำให้แน่น
  -ฝาหม้อน้ำไม่ทำงาน                             การแก้ไข   เปลี่ยนฝาหม้อน้ำใหม่
  -เทอร์โมสตัตไม่ทำงาน                         การแก้ไข   เปลี่ยนเทอร์โมสตัตใหม่
  -สนิมจับที่ทางน้ำที่เสื้อสูบ                     การแก้ไข   ทำความสะอาดเสื้อสูบ
  -ปะเก็นฝาสูบรั่ว                                     การแก้ไข    เปลี่ยนปะเก็นฝาสูบใหม่
  -ใบพัดปั๊มน้ำแตก                                   การแก้ไข   เปลี่ยนใบพัดปั๊มน้ำใหม่
  -เบรกรถยนต์ติด                                     การแก้ไข   ปรับระยะเบรกใหม่
  -ระดับน้ำมันหล่อลื่นต่ำกว่าระดับ           การแก้ไข    เติมน้ำมันหล่อลื่นให้ได้ระดับ
  -ยางท่อน้ำตอนล่างยุบตัว                      การแก้ไข   เปลี่ยนยางท่อน้ำใหม่
  -ตั้งระยะห่างของลิ้นน้อยเกินไป             การแก้ไข   ปรับระยะห่างของลิ้นให้ได้ตามที่กำหนด
  -จังหวะการจุดระเบิดล่าช้า                     การแก้ไข    ปรับจังหวะการจุดระเบิด
  -ส่วนผสมไอดีบางเกินไป                      การแก้ไข    ทำความสะอาดและเปลี่ยนนมหนูใหม่
2.เครื่องยนต์อุ่นล่าช้า สาเหตุและการแก้ไขเครื่องยนต์อุ่นล่าช้า
  -เทอร์โมสตัตเปิดค้าง                           การแก้ไข    เปลี่ยนเทอร์โมสตัต
  -อากาศเย็นจัด                                      การแก้ไข    ติดตั้งกะบังลม
  -ไม่มีเทอร์โมสตัต                                 การแก้ไข    ติดตั้งเทอร์โมสตัต
  -ใช้เทอร์โมสตัตเปิดที่อุณภูมิต่ำ           การแก้ไข    เปลี่ยนใช้เทอร์โมสตัตชนิดที่อุณหภูมิสูง
3.เครื่องยนต์ร้อนจัดหรือเย็นจัดอย่างเห็นได้ชัด สาเหตุและการแก้ไขเครื่องยนต์ร้อนจัดหรือเย็นจัด
  -เซนเซอร์วัดอุณหภูมิบกพร่อง              การแก้ไข    เปลี่ยนเซนเซอร์วัดอุณหภูมิใหม่
  -เกจวัดอุณหภูมิบกพร่อง                       การแก้ไข    เปลี่ยนเกจวัดอุณหภูมิใหม่
  -หลอดไฟเตือนอุณหภูมิความร้อนขาด  การแก้ไข    เปลี่ยนหลอดไฟใหม่
4.สายพานดังขณะเร่งเครื่องยนต์  สาเหตุและการแก้ไขสายพานดังขณะเร่งเครื่องยนต์
  -สายพานหย่อน                                    การแก้ไข    ปรับสายพานใหม่
  -สายพานลื่น                                         การแก้ไข    เปลี่ยนสายพานใหม่
  -สายพานมีความฝืดเนื่องจากขับปั๊มน้ำ     การแก้ไข   เปลี่ยนสายพานที่ขับให้ถูกต้องกับขนาดที่ใช้
    ปั๊มพวงมาลัยเพาว์เวอร์ เป็นต้น
5.สายพานมีเสียงดังที่ความเร็วรอบต่ำ สาเหตุและการแก้ไขสายพานมีเสียงดังที่ความเร็วต่ำ
  -สายพานหย่อน                                       การแก้ไข   ปรับความตึงสายพานใหม่
  -สายพานสกปรก                                      การแก้ไข   ปรับสายพานใหม่
  -สายพานไม่ได้ขนาด                               การแก้ไข   เปลี่ยนสายพานใหม่
  -พูลเลย์ไม่ได้ขนาด                                  การแก้ไข   เปลี่ยนสายพานใหม่
6.สายพานหลุดออกจากร่องพูลเลย์ขับสายพาน สาเหตุและการแก้ไขสายพานหลุดออกจากร่องพูลเลย์ขับสายพานทำได้ดังนี้
  -สายพานหย่อน                                      การแก้ไข   ปรับความตึงสายพานใหม่
  -พูลเลย์ไม่ได้ศูนย์                                   การแก้ไข   ปรับพูลเลย์ให้ได้ศูนย์
  -สายพานฉีกขาด                                     การแก้ไข   เปลี่ยนสานพานใหม่
  -สายพานไม่ได้ขนาด                              การแก้ไข   เปลี่ยนสายพานใหม่
7.ปั๊มน้ำมีเสียงดัง  สาเหตุและการแก้ไขปัญหา
  -ลูกปืนปั๊มน้ำชำรุด                                 การแก้ไข    ทำการซ่อมแซมหรือเปลี่ยนปั๊มน้ำใหม่
  -เกิดเสียงดังจากซีลปั๊มน้ำ                     การแก้ไข    หล่อลื่นปั๊มน้ำ
8.เสียงดังที่ฝาหม้อน้ำ สาเหตุและการแก้ไขปัญหา
  -น้ำหล่อเย็นเดือด                                  การแก้ไข    ดับเครื่องยนต์และตรวจสอบสาเหตุ
WWW.PCNFORKLIFT.COM

การตรวจสอบระบบเชื้อเพลิง

การตรวจสอบระบบเชื้อเพลิง  เป็นการตรวจสอบระบบการจ่ายเชื้อเพลิงซึ่งได้แก่ ปั๊มเชื้อเพลิงและอุปกรณ์ต่างๆในคาร์บูเรเตอร์ ซึ่งจะต้องพอจารณาและตรวจสอบตามขั้นตอนดังต่อไปนี้
1.การตรวจปั๊มเชื้อเพลิง การตรวจการทำงานของปั๊มเชื้อเพลิงแบบกลไกสามารถปฏิบัติดังนี้
  -ตรวจการทำงานของลิ้นน้ำมันเข้าด้วยการอุดท่อเข้า-ออกและท่อไหลกลับ และพิจารณาดูการเคลื่อนตัวของกระเดื่องกดแผ่นไดอะแฟรมซึ่งจะเคลื่อนตัวเป็นอิสระ
  -ตรวจสอบลิ้นทางด้านน้ำมันออก โดยใช้นิ้วมืออุดช่องทางเข้าและตรวจสอบการล็อคตัวของกระเดื่องนั้นด้วยแรงเช่นเดียวกับการตรวจสอบลิ้นทางเข้า
  -ตรวจสอบไดอะแฟรมโดยใช้นิ้วมืออุดท่อทางเข้าและท่อทางออกและตรวจสอบการล็อคตัวของกระเดือง
   หมายเหตุ ถ้าทำการตรวจสอบทั้ง 3 หัวข้อแล้วปั๊มยังคงทำงานผิดปกติอยู่ นั่นแสดงว่าการผนึกของปั๊มผิดปกติ
  *ให้อุดรูระบายปั๊มเพื่อตรวจสอบการรั่วของน้ำมันและการล็อคของกระเดิ่องปั๊ม
 2.การถอดแยกคาร์บูเรเตอร์ การถอดแยกคาร์บูเรเตอร์ควรถอดแยกชิ้นส่วนออกเป็น 2 ส่วนอย่างระมัดระวัง เช่น ควรแยกฝาครอบคาร์บูเรเตอร์ และตัวเรือนของคาร์บูเรเตอร์ออกอย่างระมัดระวังอย่าให้สับสน และควรจัดเรียงชิ้นส่วนให้เป็ไปตามลำดับ
 3.การตรวจสอบคาร์บูเรเตอร์  ก่อนทำการตรวจสอบคาร์บูเรเตอร์ ชิ้นส่วนทุกชิ้นควรจะได้รับการทำความสะอาดเสียก่อน  การตรวจสอบสามารถปฏิบัติได้ดังนี้
  -ตรวจสอบการสึกหรอของสลักลูกลอย  การแตกบิ่นของรูสลักลูกลอย  การบิดเบี้ยวของสปริง  เข็มลูกลอย   ลูกสูบ   และการแตกของตัวกรองเชื้อเพลิง
  -ตรวจสอบการเคลื่อนตัวของลูกสูบกำลัง
  -ตรวจสอบการชำรุดและการเปิด-ปิดของลิ้นกำลัง
  -ตรวจสอบการทำงานของนมหนูไฟฟ้าด้วยการต่อขดลวดกับแบตเตอรี่
  -ตรวจสอบความต้านทานตัวเรือนขดลวดโช้กอัตโนมัติ (ความต้านทาน 20 ถึง 22 โอห์ม ที่อุณหภูมิ 20องศาเซลเซียส )
  -ตรวจรอยชำรุดของสกรูปรับส่วนผสมเดินเบา
  -ตรวจสอบการอุดตันของนมหนูเดินเบาและนมหนูหลักแต่ละตัว
 4.การประกอบคาร์บูเรเตอร์  การประกอบให้ประกอบอย่างระมัดระวังตามขั้นตอนดังนี้
  -ประกอบสกรูปรับแต่งส่วนผสมเดินเบาเข้าที่เรือนคาร์บูเรเตอร์
  -ประกอบชุดไดอะแฟรมตรวจวัดตำแหน่งลิ้นเร่ง
  -ประกอบลูกเบี้ยวเดินเบารอบสูง แหวนรองลูกเบี้ยว และโบลด์
  -ประกอบคอคอดท่อที่ 1 และท่อที่ 2บนปะเก็นที่เปลี่ยนใหม่
  -ประกอบปั๊มเร่งช่วย ลูกปืนไดอะแฟรมสปริง และเรือนปั๊มเร่งช่วย
  -ประกอบนมหนูหลักท่อที่ 1 และ 2 และนมหนูเดินเบา
  -ประกอบตัวหน่วงลิ้นเร่งและนมหนูไฟฟ้าเข้ากับตัวเรือนคาร์บูเรเตอร์
  -ประกอบลูกปืนกันกลับของปั๊มเร่ง
  -ประกอบตัวเรือนขดลวดสปริงไบมีทัลของโช้กอัตโนมัติ
  -จัดขีดบนเรือนโช้กให้ตรงกัน และตรวจการทำงานของลิ้นโช้ก
  -ประกอบบ่าลิ้นและปะเก็นใหม่เข้าช่องทางเชื้อเพลิงเข้า
  -ประกอบเข็มลูกลอย สปริงลูกลอย  ลูกลอย และสลัก
  -ตรวจวัดระดับลูกลอยโดยใช้เวอร์เนียร์หรือเครื่องมือวัดเฉพาะวัดระหว่างลูกลอยกับฝาครอบคาร์บูเรเตอร์ (ระดับลูกลอย 7.2 มิลลิเมตร หรือ 0.238 นิ้ว)
  -ถ้าระดับลูกลอยไม่ได้ตามที่กำหนดไว้ ให้ทำการปรับที่ส่วนปลายของลูกลอย
  -ประกอบฝาครอบและตัวเรือนคาร์บูเรเตอร์เข้าด้วยกันกับสกรู
  -ประกอบก้านต่อโช้กโอเพนเนอร์
  -ประกอบขาปั๊มเร่งและก้านต่อโช้กเข้ากับฝาครอบคาร์บูเรเตอร์
 5.การปรับแต่งคาร์บูเรเตอร์ หลังจากทำการประกอบคาร์บูเรเตอร์แล้ว ควรทำการปรับแต่งคาร์บูเรเตอร์ตามขั้นตอนดังต่อไปนี้
  -ตรวจสอบการเปิดเต็มที่ของลิ้นเร่งท่อที่1 (ค่ามุมมาตรฐาน 90 องศาตามแนวนอน )
  -ถ้ามุมการเปิดไม่ได้ตามค่าที่กำหนด ให้ปรับตั้งขากั้นลิ้นเร่งท่อที่ 1
  -ตรวจวัดมุมการเปิดเต็มที่ของลิ้นเร่งท่อที่ 2 ( ค่ามุมมาตรฐาน 80 องศาตามแนวนอน)
  -ถ้ามุมเปิดไม่ได้ตามค่าที่กำหนด ให้ปรับตั้งขากั้นลิ้นเร่งท่อที่ 2
  -ปรับตั้งระยะห่างระหว่างลิ้นเร่งท่อที่ 2 กับตัวเรือนคาร์บูเรเตอร์ (ระยะคิกอัป  ระยะห่างคิกอัปประมาณ 0.16 ถึง 0.27 มิลลิเมตร)
  -ถ้าระยะห่างคิกอัปไม่ได้ตามค่าที่กำหนด ให้ใช้คีมปรับตั้งดัดขาลิ้นเร่งท่อที่ 2
  -ปรับตั้งขีดเครื่องหมายบนเรือนขดลวดให้ตรงกับขีดกลางของตัวเรือน
  -ถ้าต้องการปรับส่วนผสมให้เหมาะสมกับการสตาร์ท ให้หมุนเรือนขดลวดไปตามทิศทางดังนี้
      ถ้าต้องการส่วนผสมหนา ให้หมุนเรือนขดลวดไปตามทิศทางเข็มนาฬิกา
      ถ้าต้องการส่วนผสมบาง ให้หมุนเรือนขดลวดไปตามทิศทางทวนเข็มนาฬิกา
  -ปรับขาลิ้นเร่งในตำแหน่งเดินเบารอบสูง
  -ถ้ารอบเดินเบารอบสูงไม่ได้ตามที่กำหนด ให้ใช้คีมดัดขาเดินเบารอบสูง
  -ดัดก้านต่อ A เพื่อปรับตั้งระยะการทำงานของปั๊มเร่ง (ค่าระยะมาตรฐาน 4.0 มิลลิเมตร)


WWW.PCNFORKLIFT.COM

การตรวจสอบระบบระบายความร้อนด้วยน้ำ

             การตรวจสอบระบบระบายความร้อนด้วยน้ำ
       การตรวจสอบข้อบกพร่องของระบบระบายความร้อนด้วยน้ำเป็นการตรวจเพื่อพิจารณาวิเคราะห์ปัญหาที่เกิดขึ้นและแก้ไขให้ถูกต้องได้อย่างรวดเร็วตามขั้นตอนดังต่อไปนี้
  1.การตรวจสอบอากาศภายนอกรั่วเข้าในระบบระบายความร้อนอากาศภายนอกจะถูกดูดเข้าไปผสมกับน้ำหล่อเย็น โดยจะถูกดูดเข้าตามข้อต่อท่อยางระหว่างปั๊มน้ำกับหม้อน้ำรถยนต์ ฟองอากาศจะทำให้เกิดแรงดันสูงขึ้นดันให้น้ำหล่อเย็นไหลออกจากหม้อน้ำ ซึ่งจะเป็นสาเหตุทำให้เครื่องยนต์ร้อนจัด
    อากาศที่รั่วเข้าไปในระบบได้นั้นก็เนื่องมาจากเกิดการขันเข็มขัดรัดท่อยางไม่แน่น ทำให้เกิดรอยรั่วได้ และน้ำหล่อเย็นในระบบระบายความร้อนมีระดับต่ำมากเกินไป
      วิธีการตรวจสอบให้ทำการตรวจสอบดังนี้
  -เติมน้ำหล่อเย็นให้ได้ระดับที่กำหนด
  -เปลี่ยนฝาหม้อน้ำใหม่เพื่อให้การตรวจสอบมรความแม่นยำขึ้น หรือปิดฝาหม้อน้ำให้แน่น ไม่ให้มีอากาศเข้าได้
  -ต่อท่อยางเข้ากับท่อระบายน้ำที่คอหม้อน้ำ เพื่อให้เกิดความแน่ใจควรตรวจสอบท่อยางที่ต่อ จะต้องไม่มีอากาศเข้าไปได้
  -นำท่อยางที่ต่อจากหม้อน้ำจุ่มลงขวดแก้วที่จะทำการตรวจสอบ
  -ปลดเกียร์รถยนต์ให้อยู่ในตำแหน่งเกียร์ว่าง สตาร์ตเครื่องยนต์เร่งเครื่องยนต์ด้วยความเร็วรอบสูงจนเข็มวัดอุณหภูมิความรอนขึ้นไปอยู่ในตำแหน่งความร้อนปกติ
  -ตรวจดูฟองอากาศที่เกิดขึ้นในขวดแก้ว ถ้ามีอากาศจากภายนอกรั่วเข้าในระบบ ฟองอากาศจะผุดขึ้นในขวดแก้วอย่างเห็นได้ชัด
2.การรั่วของแก๊สไอเสียเข้าในระบบระบายความร้อน สาเหตัการรั่วของแก๊สไอเสียเนื่องมาจากฝาสูบแตกร้าว ฝาสูบมีรูให้แก๊สไอเสียที่มีความร้อนระบายเข้าไปในระบบภายใต้แรงดันของห้องเผาไหม้ และยังทำให้น้ำหล่อเย็นไหลเข้าไปในกระบอกสูบ แก๊สไอเสียจะทำปฏิกิริยาทางเคมีกับน้ำหล่อเย็น ก่อให้เกิดสะกรันและสนิมขึ้น ฟองอากาศที่เกิดขึ้นภายในหม้อน้ำเกิดจากแรงดันของแก๊สไอเสียภายในกระบอกสูบ
    วิธีการตรวจสอบการรั่วของแก๊สไอเสียเข้าในระบบระบายความร้อนด้วยน้ำ ให้ดำเนินการเป็นขั้นตอนดังต่อไปนี้
 -ติดเครื่องยนต์ให้มีอุณหภูมิเหมาะสมในการทำงานในสภาวะที่เครื่องยนต์ไม่มีโหลด
 -เปิดฝาหม้อน้ำและสังเกตุฟองอากาศที่เกิดขึ้นภายในน้ำหล่อเย็น
  หมายเหตุ   การตรวจสอบจะต้องปฏิบัติด้วยความรวดเร็วก่อนที่น้ำหล่อเย็นจะร้อนถึงจุดเดือด
3.การทำความสะอาดระบบระบายความร้อนด้วยน้ำ ระบบระบายความร้อนด้วยน้ำที่ใช้งานเป็นระยะเวลานานๆ ถ้าละเลยไม่มีการบำรุงรักษาที่ดี จะทำให้เกิดสนิมและตะกรันขึ้นภายในท่อน้ำหม้อน้ำของรถยนต์ซึ่งจะมีผลทำให้เกิดการอุดตัน น้ำในหม้อน้ำไม่สามารถระบายความร้อนออกไปจากระบบได้ เป็นสาเหตุให้น้ำหล่อเย็นมีอุณหภูมิสูงและแรงดันเพิ่มขึ้นน้ำจะถึงจุดเดือดกลายเป้นไอระบายผ่านท่อน้ำทิ้งที่คอหม้อน้ำ จากการที่น้ำในระบบระบายความร้อนด้วยน้ำถูกระบายออกไป จะเป็นผลให้ปริมารน้ำในหม้อน้ำลดลง ดังนั้นประสิทธิภาพในการระบายความร้อนก็จะลดลงด้วยเช่นกัน ผลต่อเนื่องจะทำให้เกิดความสูญเสียกำลังงานและเกิดการชำรุดเสียหายกับเครื่องยนต์
    การทำความสะอาดระบบระบายความร้อนด้วยน้ำทำได้ 2 วิธีดังนี้
 3.1 การล้างรถยนต์ด้วยวิธีฉีดน้ำย้อนกลับ  จากสาเหตุการอุดตันของสนิมภายในท่อน้ำของหม้อน้ำในระบบหล่อเย็น จึงจำเป็นจะต้องชะล้างให้สนิมที่เกาะอยู่ภายในออกให้หมดดังนั้นการทำความสะอาดจึงต้องใช้เครื่องมือพิเศษโดยอาศัยการฉีดน้ำควบคู่กับลมที่มีแรงดันสูงให้ย้อนทิศทางการไหลหมุนเยนของน้ำหล่อเย็นตามปกติ ซึ่งจะทำให้สนิมที่เกาะอยู่หลุดออกโดยง่ายการใช้แรงดันของอากาศฉีดเข้าไปในหม้อน้ำจะต้องคำนึงถึงโครงสร้างของหม้อน้ำเป็นสำคัญ  ซึ่งขั้นตอนในการล้างหม้อน้ำด้วยการฉีดน้ำย้อนกลับมีดังนี้
  -จะต้องถอดยางหม้อน้ำส่วนบนและล่างที่ต่อเข้ากับเครื่องยนต์ออกก่อน
  -ต่อหัวแดเข้ากับยางท่อน้ำด้านล่าง
  -ฉีดน้ำกับลมเข้าไปในหม้อน้ำเพื่อให้สนิมที่อุดตันชะล้างออกจากหม้อน้ำ (ลมที่ใช้จะต้องมีแรงดันไม่เกิน 1.3 กิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตร หรือ 20 ปอนต่อตารางนิ้ว ) ถ้าใช้แรงดันมากกว่าที่กำหนดจะทำให้หม้อน้ำเกิดการชำรุดเสียหายได้
  -ฉีดน้ำกับลมจนกระทั่งน้ำที่ไหลออกมาจากท่อสะอาดไม่มีสนิม
3.2 การล้างช่องทางน้ำหล่อเย็นด้วยวิธีการฉีดน้ำย้อนกลับ ภายในเสื้อสูบของเครื่องยนต์ที่ใช้ระบบระบายความร้อนด้วยน้ำ ถ้าขาดการบำรุงรักษาที่ดีก็จะมีสนิมเกาะภายในเช่นเดียวกับหม้อน้ำรถยนต์ซึ่งจะทำให้การระบายความร้อนที่เกิดจากการเผาไหม้เป็นไปอย่างช้า เป็นสาเหตุให้เครื่องยนต์ร้อนจัด  ดังนั้นการแก้ปัญหาจึงจำเป็นจะต้องชะล้างสนิมที่จับเกาะเสื้อสูบให้หมดไป โดยวิธีการฉีดน้ำกับลมย้อนกลับทิศทางการไหลหมุนเวียนของน้ำหล่อเย็นตามปกติ ขั้นตอนการล้างช่องทางน้ำหล่อเย็นของเสื้อสูบด้วยวิธีฉีดน้ำย้อนกลับทำได้ดังนี้
 - ก่อนทำการล้างต้องถอดทำความสะอาดเทอร์โมสตัตและปั๊มน้ำออกจากเครื่องยนต์เสียก่อนเนื่องจากแรงดันของน้ำจะทำให้ซีลของปั๊มน้ำเสียหาย
  -ติดตั้งหังฉีดน้ำเข้าทางด้านบนของท่อน้ำเข้า
  -ถอดยางท่อน้ำด้านล่างออก
  -ฉีดน้ำและลมเข้าไปในช่องทางน้ำหล่อเย็นของเสื้อสูบ และปฏิบัติเช่นเดียวกันจนน้ำที่ระบายออกจากเสื้อสูบไม่มีตะกรันและสนิม
4.การตรวจสอบฝาหม้อน้ำและหม้อน้ำรถยนต์ การตรวจสอบสามารถปฏิบัติตามขั้นตอนดังนี้
  -ตรวจสอบฝาหม้อน้ำด้วยเครื่องมือทดสอบฝาหม้อน้ำ โดยติดตั้งเครื่องมือทดสอบและปั๊มเครื่องมือทดสอบจนลิ้นลดแรงดันริ่มเปิดที่กำลังดัน 0.60 กิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตร ( 8.5 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว )จากนั้นให้ตรวจดูกำลังดัน จะต้องไม่ลดลงอย่างรวดเร็ว โดยจะต้องไม่ต่ำกว่า 0.60 กิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตร ถ้าไม่ได้ตามที่กำหนดให้เปลี่ยนฝาหม้อน้ำใหม่
  -ตรวจการรั่วของระบบระบายความร้อนด้วยน้ำ โดยใช้เครื่องมือทดสอบเช่นเดียวกับการทดสอบฝาหม้อน้ำติดตั้งเครื่องมือทดสอบเข้ากับหม้อน้ำและปั๊มเครื่องมือทดสอบให้ได้ 0.9 กิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตร ( 12.8 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว )
5.การตรวจสอบคอหม้อน้ำรถยนต์ เป็นการตรวจสอบสภาพบ่ารองหน้าสัมผัสของฝาหม้อน้ำ จะต้องมีลักษณะผิวหน้าที่เรียบ ไม่ขรุขระ สะอาดไม่มีสิ่งสกปรก ถ้าหน้าสัมผัสไม่เรียบ ควรปรับซ่อมด้วยเครื่องมือคว้านหน้าสัมผัสให้เรียบ แต่ถ้าไม่สามารถแก้ไขได้ให้เปลี่ยนคอหม้อน้ำใหม่
   นอกจากตรวจสอบบ่ารองหน้าสัมผัสแล้ว จะต้องตรวจขอบคอหม้อน้ำสำหรับล็อคฝาหม้อน้ำให้แน่น จะต้องมีลักษณะโค้งไม่บิดเบี้ยว ส่วนท่อน้ำล้นที่เป็นท่อโลหะจะต้องไม่มีรอยแหว่ง เพราะจะมีผลทำให้น้ำหล่อเย็นรั่วไหลออกจากระบบได้
6.การตรวจยางท่อน้ำของระบบระบายความร้อนด้วยน้ำ ยางท่อน้ำที่ใช้จะต้องมีคุณสมบัติที่ดีคือจะต้องบีบรัดกระชับแน่น ไม่แข็งหรืออ่อนเกินไปเมื่อทดสอบบีบท่อน้ำดูและจะต้องไม่บวมพองในขณะที่ได้รับแรงดันสูงยางท่อน้ำที่นำมาใช้จะต้องเป็นท่อยางที่ถูกออกแบบมาโดยเฉพาะ ซึ่งมีลักษณะที่โค้งงอพอดีกับเครื่องยนต์แต่ละรุ่น
   ยางท่อน้ำที่ถูกความร้อนเป็นระยะเวลายาวนานจะเสื่อมสภาพ สังเกตุได้จากท่อยางด้านนอกจะปริแตกไม่ได้รูป ยางจะฉีกขาดจนเห็นผ้าใบด้านในจะมีเศษของท่อยางและคราบสนิม สำหรับยางท่อน้ำของหม้อน้ำด้านล่างเมื่อเสื่อมสภาพ อากาศภายนอกจะรั่วเข้าระบบ ซึ่งจะมีผลให้การไหลเวียนของน้ำเป็นไปไม่สะดวก โดยตามปกติแล้วการทำงานของระบบระบายความร้อนด้วยน้ำจะต้องอยุ่ภายใต้สูญญากาศ ส่วนการรั่วของแก๊สไอเสียจากการเผาไหม้เข้าไปในระบบจะมีผลทำให้เกิดสนิมเหล็กขึ้นภายในหม้อน้ำ และทำให้หม้อน้ำอุดตัน
7.การเปลี่ยนยางท่อน้ำรถยนต์ ยางท่อน้ำที่จะนำมาเปลี่ยนใหม่จะต้องมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางที่พอดีกับขนาดท่อโลหะ ท่อทางเดินของน้ำที่หม้อน้ำกับเครื่องยนต์ไม่ควรใช้ท่อยางที่มีขนาดที่แข็งเกินไป ซึ่งจะทำให้เกิดการแตกร้าว หลวมและเกิดการรั่ว ควรใช้ยางท่อน้ำแบบที่มีความยืดหยุ่นได้
      เมื่อเปลี่ยนยางท่อน้ำใหม่ทุกครั้ง จะต้องทาน้ำยาปะเก็นที่ท่อโลหะ ไม่ควรทาน้ำยาทาปะเก็นภายในท่อยางที่จะทำการเปลี่ยนใหม่ เพราะจะทำให้น้ำยาทาปะเก็นถูกดูดเข้าไปในระบบ ซึ่งจะทำให้ไปอุดตันขึ้นที่ท่อน้ำของหม้อน้ำรถยนต์ได้
8.การตรวจสายพานรถยนต์  สายพานรถยนต์จะต้องทำการตรวจสอบสภาพการใช้งานเป็นประจำ โดยจะต้องตรวจสายพานด้วยการบิดสายพานเพื่อตรวจดูสภาพการแตกร้าว ผิวหน้าสัมผัสแข็งเป็นมัน เปื้อนน้ำมันหล่อลื่น ผ้าใบฉีกขาด ซึ่งเมื่อสายพานเกิดการชำรุดในขณะทำงาน จะมีผลทำให้ระบบระบายความร้อนด้วยน้ำเป็นไปไม่สมบูรณ์ เครื่องยนต์เกิดการร้อนจัด
9.การเปลี่ยนสายพานรถยนต์ ภายหลังการตรวจสภาพสายพานแล้วเมื่อจะต้องทำการเปลี่ยนสายพานใหม่ จะต้องคลายโบลด์ปรับความตึงสายพานที่อุปกรณ์ต่างๆ เช่น อัลเทอร์เนเตอร์ ปั๊มน้ำมัน พวงมาลัยเพาเวอร์ และคอมเพรสเซอร์เครื่องปรับอากาศที่ใช้สายพานในการขับเคลื่อนเมื่อถอดสายพานออกจะต้องทำความสะอาดคราบน้ำมันหล่อลื่นและจารบีที่บริเวณผิวหน้าสัมผัสที่พูลเลย์สายพานออกให้หมดเพื่อป้องกันสายพานลื่น
     สายพานที่นำมาเปลี่ยนใหม่จะต้องได้ขนาดความกว้างและความยาวตามขนาดเดิมของสายพานที่เปลี่ยนออกและจะต้องตรวจดูว่าร่องของสายพานขับกับพูลเลย์สวมกันพอดีหรือไม่
10.การปรับความตึงของสายพาน การปรับความตึงของสายพานมีวิธีการอยู่ 2 วิธีด้วยกันคือ
  10.1 การปรับความตึงด้วยแรงกด  การปรับจะต้องกดสายพานให้หย่อนตัวด้วยแรงกดประมาณ 10 กิโลกรัม ( 22ปอนด์ ) และใช้ไม้บรรทัดเหล็กวัดระยะความหย่อนของสายพาน  ระยะความหย่อนจะต้องอยู่ในระยะห่างจากจุดเดิมประมาณ 6-7 มิลลิเมตร สำหรับสายพานใหม่  ส่วนสายพานเก่าระยะห่างประมาณ 8-10 มิลลิเมตร
  10.2 การปรับความตึงของสายพานด้วยเครื่องมือวัดแรงดึง  การใช้เครื่องมือวัดจะต้องดึงสายพาน  สำหรับสายพานใหม่จะต้องใช้แรงดึงประมาณ 75-85 กิโลกรัมส่วนสายพานเก่าจะต้องใช้แรงดึงสายพานประมาณ  50-70  กิโลกรัม
11.การตรวจสอบเทอร์โมสตัต เทอร์โมสตัตที่ใช้ในระบบระบายความร้อนด้วยน้ำทุกแบบจะต้องทำงานควบคุมอุณหภูมิความร้อนของน้ำหล่อเย็นให้อุณหภูมิได้ตามที่กำหนดของแต่ละแบบ โดยทั่วไปจะมีตัวเลขบอกอุณหภูมิที่ติดไว้เพื่อแสดงอุณหภูมิของการเปิดลิ้น ถ้าเทอร์โมสตัตชำรุดหรือไม่ทำงานจะมีผลเสียให้น้ำหล่อเย็นมีความร้อนจัดมากเกินไป แต่ถ้าลิ้นของเทอร์โมสตัตเปิดเร็วเกินไป การควบคุมน้ำหล่อเย็นจะไม่อุ่นความร้อนของเครื่องยนต์ อุณหภูมิการเปิดของลิ้นประมาณ 86 ถึง 90 องศาเซลเซียส วิธีการตรวจสอบให้ทำการตรวจสอบเป็นขั้นตอนดังต่อไปนี้
  -จุ่มเทอร์โมสตัตลงในน้ำและให้ความร้อนจนน้ำร้อนเต็มที่
  -ตรวจสอบอุณหภูมิการเปิดของลิ้นด้วยเทอร์โมมิเตอร์
  -ลิ้นของเทอร์โมสตัตจะเริ่มเปิดตามอุณหภูมิที่ติดไว้ที่เทอร์โมสตัต
  -ถ้าลิ้นเปิดไม่เป็นไปตามที่กำหนดไว้ ให้ทำการเปลี่ยนเทอร์โมสตัตใหม่
12.การถอดปั๊มน้ำเครื่องยนต์ การถอดปั๊มน้ำสามารถถอดตามลำดับขั้นตอนดังต่อไปนี้
  -ถอดปั๊มน้ำออกโดยการคลายน็อตยึดปั๊มน้ำออก
  -ถอดโบลด์ยึดชุดปั๊มน้ำและปะเก็นออก
  -ถอดแยกปั๊มน้ำ  ปะเก็น  ออกจากเรือนปั๊มด้วยการคลายน็อตยึด
 13.การตรวจสอบปั๊ม การตรวจสอบปั๊มน้ำสามารถปฏิบัติได้ดังนี้
  -ตรวจสอบหน้าแปลนปั๊มน้ำ จะต้องไม่ชำรุดแตกร้าวซึ่งจะทำให้น้ำหล่อเย็นรั่วได้
  -ตรวจสอบการหมุนของลูกปืนปั๊มน้ำ จะต้องหมุนไม่ติดขัดและเสียงดัง
14.การเปลี่ยนลูกปืนและซีลปั๊มน้ำ การเปลี่ยนลูกปืนและซีลปั๊มน้ำสามารถปฏิบัติได้ดังนี้
  -ถอดหน้าแปลนยึดใบพัดลมออกด้วยไฮดรอลิกที่กดที่เพลาของลูกปืนปั๊มน้ำ
  -ถอดลูกปืนปั๊มน้ำและอิมเพลเลอร์จากเสื้อปั๊มโดยใช้ไฮดรอลิกกดออก
  -ถอดอิมเพลเลอร์ออกจากเพลาปั๊มน้ำ
  -ถอดซีลปั๊มน้ำออก
15.การประกอบลูกปืนและซีลปั๊มน้ำ  การประกอบลูกปืนและซีลปั๊มน้ำปฏิบัติดังนี้
  -ประกอบลูกปืนปั๊มน้ำเข้ากับเสื้อปั๊มโดยใช้ไฮดรอลิกกดเข้า และตรวจระยะความห่างของลูกปืนให้ได้ตามค่าที่กำหนด
  -การประกอบหน้าแปลนยึดใบพัดลมเข้ากับเพลาปั๊มด้วยแรงกดของไฮดรอลิก (ใช้เกจวัดระยะตำแหน่งของหน้าแปลนเพื่อให้ระยะห่างของหน้าแปลนถูกต้อง
  -ประกอบอิมเพลเลอร์เข้ากับเพลาปั๊ม (ใช้ฟิลเลอร์เกจตรวจสอบระยะห่างระหว่างอิมเพอเลอร์กับเสื้อปั๊ม)
16.การเปลี่ยนปลั๊กตาน้ำ ปลั๊กตาน้ำที่ติดตั้งที่เสื้อสูบมีไว้เพื่อทำความสะอาดช่องทางน้ำหล่อเย็นภายในเสื้อสูบ ปลั๊กตาน้ำจะต้องถูกเปลี่ยนออกทุกครั้งเมื่อทำการซ่อมเครื่องยนต์ ถ้าไม่ทำการเปลี่ยนใหม่ ปลั๊กตาน้ำจะเกิดการรั่วได้เนื่องจากสนิม  ปลั๊กตาน้ำที่ใช้ในการอุดช่องทางของน้ำหล่อเย็นมี 2 แบบคือ
   -ปลั๊กตาน้ำแบบถ้วย (cup type plug )
   -ปลั๊กตาน้ำแบบขยายตัว (expansion type plug )
การเปลี่ยนปลั๊กตาน้ำจะทำการถอดออกได้โดยการเจาะและดึงออก สำหรับการประกอบจะต้องเลือกเครื่องมือตอกปลั๊กให้ถูกต้องกับปลั๊กแต่ละแบบ

WWW.PCNFORKLIFT.COM

วันจันทร์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2555

การวางแผนการแก้ปัญหาช่างยนต์

   เมื่อรถยนต์มีปัญหาขัดข้องขึ้นช่างยนต์ที่ดีจะต้องค้นหาสาเหตุของปัญหา สิ่งสำคัญอย่างยิ่งคือ จะต้องสอบถามถึงปัญหา สภาพการณ์และช่วงเวลาที่เกิดปัญหาจากเจ้าของรถผู้ขับขี่ เพื่อที่จะวิเคราะห์ถึงปัญหาที่เกิดขึ้นและระบุปัญหาได้อย่างแม่นยำ
    หัวข้อสำคัญในการวินิจฉัยปัญหา เช่น ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อไร ที่ไหน สภาพของการขับขี่เป็นอย่างไรและประวัติการซ่อมครั้งที่ผ่านมาว่ารถมีปัญหาอะไร เพื่อนำมาเชื่อมโยงกับปัญหาที่เกิดขึ้นและเป็นข้อมูลในการค้นหาสาเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้น
   1.การวางแผนการซ่อม
     หลังจากค้นหาปัญหาได้รายละเอียดจากผู้ขับแล้วว่าเกิดจากอะไรต่อจากนั้นจึงเป็นขั้นตอนในการวินิจฉัยและวางแผนการซ่อมว่าควรจะแก้ปัญหาอย่างไร และตรวจสอบได้อย่างไร ดังนั้นสิ่งสำคัญในการวางแผนการซ่อมคือ
  -ค้นหาสาเหตุที่นำมาซึ่งปัญหา ประการแรก ช่างซ่อมจะต้องประเมิณสาเหตุของข้อขัดข้องอย่างระมัดระวังและพยายามหาสาเหตุที่เกิดขึ้นอย่างแท้จริง การซ่อมโดยไม่มีความแน่ใจที่แน่ชัดอาจนำไปสู่ความสันสนในที่สุดดังนั้นจึงควรสอบถามผู้ขับขี่ถึงรายละเอียดของปัญหาและค้นหาสาเหตุที่นำมาซึ่งปัญหานั้น
  -มีความเข้าใจในระบบ ช่างซ่อมจะต้องมีความเข้าใจเกี่ยวกับการทำงานของระบบต่างๆของรถยนต์ได้เป็นอย่างดี
  -กำหนดสาเหตุที่จะเป็นไปได้ ตรวจสอบดูว่ารถยนต์คันนั้นได้รับการแก้ไขปัญหานั้นมาก่อนหรือไม่และดูสภาพการทำงานของรถยนต์ รวมถึงปัจจัยอื่นๆที่อาจเป็นไปได้เพื่อแยกหาสาเหตุ
  -หลีกเลี่ยงการทำงานโดยไม่จำเป็น การปฏิบัติตามขั้นตอนในการแก้ปัญหาข้อขัดข้องเป็นการช่วยประหยัดเวลา ถ้ามีความเข้าใจและรู้ถึงอาการที่เกิดขึ้นในระบบต่างๆจะทำให้จำนวนหัวข้อที่จะต้องตรวจสอบแก้ปัญหาข้อขัดข้องลดลง
  2.การตรวจซ่อม การตรวจสอบและซ่อมรถยนต์มีวิธีการดังนี้
  -การตรวจสอบบนรถยนต์ เป็นวิธีการค้นหาสาเหตุข้อขัดข้องวิธีหนึ่งเพื่อเป้นการตัดสินสภาพเครื่องยนต์ ระบบบังคับเลี้ยว ระบบรองรับ และระบบเบรกซึ่งในทางปฏิบัตินั้นมันเป็นการยากที่จะใช้ความรู้สึกสังเกตุถึงความผิดปกติของระบบนั้นๆได้ จนกว่าช่างซ่อมจะต้องตรวจสอบบนรถยนต์หรือขับทดสอบเป็นระยะทางที่มากพอ เพื่อนำผลลัพธ์ม่ตรวจสอบ
  -การตรวจสอบเบื้องต้น เป็นหลักเบื้องต้นของการค้นหาสาเหตุข้อขัดข้อง เพื่อศึกษาจุดที่ควรตรวจสอบและทำความเข้าใจถึงโครงสร้างของชิ้นส่วนในแต่ละระบบเหล่านั้นของรถยนต์ เช่น
  *เครื่องยนต์ สิ่งที่ควรตรวจสอบเบื้องต้นคือ น้ำมันเครื่อง น้ำหล่อเย็น แบตเตอรี่ สายพานขับ หัวเทียน จานจ่าย เป็นต้น
  *ระบบบังคับเลี้ยว การตรวจสอบเบื้องต้นคือการสึกหรอของลูกหมาก การสึกหรอของคันชัก-คันส่ง
  *ระบบรองรับ การตรวจสอบเบื้องต้นคือ พวงมาลัยดึงและพวงมาลัยหนักเป็นต้น
  -การจำลองปัญหา บางครั้งเป็นการยากที่สุดที่จะค้นหาสาเหตุปัญหาข้อขัดข้องนั้นได้เนื่องจากไม่มีอาการของปัญหาให้เห็น ซึ่งช่างจะต้องตรวจหาว่าปัญหาที่ผู้ขับขี่ได้ประสบปัญหานั้นมาโดยตลอดเช่น เมื่อเครื่องเย็นหรือขณะรถวิ่ง ปัญหาเหล่านั้นค่อนข้างจะตรวจพบได้ยาก ดังนั้นจึงควรจำลองปัญหา วิธีการนี้เป็นวิธีการตรวจสอบที่ได้ผลโดยการสร้างสถานการณ์ที่ก่อให้เกิดปัญหาต่างๆในขณะที่รถยังจอดอยู่กับที่ ปัญหาที่ทำการจำลองส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นกับระบบไฟฟ้าของรถยนต์ เช่น ขั้วต่อสายไฟหลวมเมื่อรถวิ่ง หรือปัญหาที่เกิดจากความร้อน การรั่วของน้ำที่เกิดกับกล่องคอมพิวเตอร์ ด้วยเหตุนี้ การจำลองปัญหาที่เกิดกับระบบไฟฟ้าของรถยนต์จึงควรใช้ตารางแสดงปัญหาของแต่ละระบบเป็นการช่วยขจัดสาเหตุอาการของปัญหานั้นให้แคบเข้า
  วิธีการจำลองปัญหา
เช่นวิธีใช้ความร้อน : เมื่อคาดว่าปัญหาอาจเกิดจากความร้อน ทำได้โดย
  -ใช้ไดร์เป่าผมหรือเครื่องมือที่มีลักษณะคล้ายกันเป่าชิ้นส่วนที่คาดว่าน่าจะเป็นสาเหตุของปัญหาที่ทำให้ร้อนขึ้น แล้วตรวจดูว่ามีปัญหาเกิดขึ้นหรือไม่
      ข้อควรระวัง
  *อย่าให้ร้อนเกิน 60 องศา
  *อย่าเป่าลมร้อนไปที่ชิ้นส่วนในกล่องคอมพิวเตอร์โดยตรง
วิธีฉีดน้ำ: เมื่อคาดว่าปัญหาอาจเกิดวันที่ฝนตกหรือในสภาวะความชื้นสูง ทำได้โดย
 ฉีดน้ำให้ทั่วรถ แล้วตรวจสอบดูว่ามีปัญหาเกิดขึ้นหรือไม่
     ข้อควรระวัง
   *อย่าฉีดน้ำเข้าห้องเครื่องยนต์โดยตรง แต่ให้ใช้วิธีลดอุณหภูมิและสร้างความชื้นทางอ้อมด้วยการพ่นละอองน้ำลงที่ผิวด้านหน้าหม้อน้ำแทน
   *อย่าฉีดน้ำไปที่ชิ้นส่วนอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆโดยตรง
 หมายเหตุ  ถ้ารถนั้นมีแนวโน้มว่าน้ำจะรั่ว น้ำที่รั่วซึมอาจทำให้กล่องคอมพิวเตอร์เสียหายดังนั้นการทดสอบรถที่มีปัญหาน้ำรั่วจึงต้องระวังเป็นพิเศษ
  ปัญหาอื่นๆ: เมื่อปัญหาน่าจะเกิดจากการใช้กระแสไฟเกิน ทำได้โดย
เปิดไฟทั้งหมด รวมถึงพัดลมระบายความร้อน ไฟหน้า ไล่ฝ้ากระจกหลัง แล้วตรวจดูว่ามีปัญหาเกิดขึ้นหรือไม่
    สิ่งเหล่านี้คือตัวอย่างในการจำลองปัญหาเพื่อตรวจสอบปัญหาที่พบได้บ่อยเมื่อรถมีปัญหา
 3. ตารางวิเคราะห์ปัญหาข้อขัดข้อง ตารางการวิเคราะห์ปัญหาข้อขัดข้องเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการค้นหาสาเหตุของปัญหานั้น จะช่วยให้การแก้ไขข้อขัดข้องแคบเข้าและรวดเร้วสำหรับช่างซ่อม

WWW.PCNFORKLIFT.COM

การแก้ปัญหาข้อขัดข้องของเครื่องยนต์แก๊สโซลีน

  เครื่องยนต์แก๊สโซลีนที่ใช้กับรถยนต์ในปัจจุบันได้จำแนกออกเป็น 2 ประเภทคือ เครื่องยนต์แก๊สโซลีนแบบใช้คาบูเรเตอร์กับเครื่องยนต์แก๊สโซลีนแบบ EFI
 สาเหตุที่ทำให้เกิดความบกพร่องของเครื่องยนต์อาจจำแนกได้หลายระบบด้วยกัน ซึ่งอาจบพสาเหตุเหล่านั้นได้ในระบบน้ำมันเชื้อเพลิง ระบบจุดระเบิด ระบบหล่อลื่น และระบบระบายความร้อนเป็นต้น
    ดังนั้นปัญหาของเครื่องยนต์แก๊สโซลีนจึงมีความแตกต่างกันมากมาย แต่อย่างไรก็ตาม ช่างซ่อมที่ดีจะต้องศึกษาและค้นหาสาเหตุให้ได้อย่างรวดเร็ว แต่ปัญหาทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกันจำเป็นต้องถูกตรวจสอบด้วยเช่นกันจึงเป็นสาเหตุให้เกิดความล่าช้าด้วยเหตุนี้จึงควรตรวจสอบอย่างเป็นระบบ
   ปัญหาที่เกิดขึ้นในระบบน้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องยนต์แก๊สโซลีนแบบใช้คาร์บูเรเตอร์  ส่วนใหญ่จะเกิดจากปัญหากลไกที่เกิดขึ้นภายในระบบแต่ก็มีปัญหาบางอย่างที่อาจเกิดจากน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งปัญหาที่เกิดจากเชื้อเพลิงมีดังนี้
  1.การเกิดเวเปอร์ล็อค เกิดจากการระเหยกลายเป็นไอของน้ำมันเชื้อเพลิงเนื่องจากมีค่าออกเทนที่ต่ำและได้รับความร้อน ไอระเหยที่เกิดขึ้นภายในระบบการจ่ายเชื้อเพลิง ซึ่งส่วนมากจะเกิดขึ้นระหว่างถังน้ำมันกับปั๊มเชื้อเพลิง ไอระเหยที่เกิดขึ้นจะมีลักษณะเป็นฟองอากาศเนื่องจากสูญญากาศบางส่วนที่สร้างขึ้นโดยปั๊มน้ำมันเชื้อเพลิง จากสาเหตุนี้จึงทำให้น้ำมันเชื้อเพลิงที่ไหลไม่สม่ำเสมอ และเครื่องยนต์เดินเบาไม่เรียบ
    วิธีแก้ไขปัญหาการเกิดเวเปอร์ล็อคสามารถปฏิบัติได้ดังนี้
  -ต่อท่อจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงให้ติดตั้งอยู่ห่างจากท่อไอเสียหรือหม้อพักไอเสีย
  -ต่อท่อที่ปั๊มเชื้อเพลิงเพื่อป้องกันเชื้อเพลิงที่ตกค้างที่ปั๊มเกิดการระเหยเป็นไอ และเป็นการนำเอาเชื้อเพลิงจากถังที่อุณหภูมิต่ำให้ไหลหมุนเวียนภายในระบบจ่ายเชื้อเพลิง เป็นการช่วยลดอุณหภูมิได้
 2.การเกิดเกล็ดน้ำแข็ง  ในคาร์บูเรเตอร์เกิดขึ้นจากอุณหภูมิในอากาศต่ำ เนื่องมาจากอากาศที่ไหลผ่านเข้าคาร์บูเรเตอร์มีปริมาณความชื้นมาก ทำให้เกิดการควบแน่นเป็นหยดน้ำแข็ง หยดน้ำนี้จะเกาะอยู่บริเวณลิ้นเร่งและหัวฉีดหลัก ช่องทางผ่านของอากาศจะแคบลงปริมาณของอากาศที่ไหลผ่านจะมีปริมาณน้อยตามทฤษฎี(14.7ต่อ 1)จึงเป็นสาเหตุให้กำลังงานเครื่องยนต์ที่ผลิตขึ้นต่ำลงหรือดับ
    การแก้ไขการเกิดเกล็ดน้ำแข็งสามารถกระทำได้โดยการนำเอาอากาศร้อนจากท่อไอเสียผ่านเข้าไปในคาร์บูเรเตอร์
  3.ไม่มีน้ำมันเชื้อเพลิงในระบบน้ำมันเชื้อเพลิง  สาเหตุและการแก้ไขการไม่มีน้ำมันเชื้อเพลิงในระบบน้ำมันเชื้อเพลิงสามารถหาสาเหตุและวิธีการแก้ไขดังนี้
  -ไม่มีน้ำมันเชื้อเพลิงในถัง           การแก้ไข    เติมน้ำมันเชื้อเพลิงให้เต็มถัง
  -รูระบายอากาศที่ถังน้ำมันอุดตัน   การแก้ไข  ทำความสะอาดรูระบายอากาสที่ถังน้ำมัน
  -กรองน้ำมันเชื้อเพลิงอุดตัน    การแก้ไข    เปลี่ยนกรองน้ำมันเชื้อเพลิงใหม่
  -ท่อส่งน้ำมันเชื้อเพลิงอุดตันหรือหักงอ   การแก้ไข  ทำความสะอาด ดัดท่อให้ตรง หรือเปลี่ยนใหม่
  -เกิดเวเปอร์ล็อค          การแก้ไข    เปลี่ยนน้ำมันเชื้อเพลิงขนิดใหม่หรือทำหน้าที่ป้องกันความร้อนที่ท่อ
                                                         ส่งน้ำมันเชื้อเพลิง
  -ปั๊มน้ำมันเชื้อเพลิงไม่ทำงาน   การแก้ไข   ซ่อมแซมหรือเปลี่ยน
  -รูเข็มลูกลอยอุดตัน     การแก้ไข   คลายออกและทำควาสะอาด
  -มีอาการรั่วเข้าท่อน้ำมันเชื้อเพลิงระหว่างปั๊มน้ำมันเชื้อเพลิงกับถังน้ำมัน     การแก้ไข  ซ่อมแซมรอยรั่ว
 4.จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงไม่เพียงพอ  สาเหตุและการแก้ไขการจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงไม่เพียงพอได้แก่
  -รูระบายอากาศที่ถังน้ำมันอุดตันบางส่วน   การแก้ไข   ทำความสะอาดรูระบายอากาศที่ถังน้ำมัน
  -กรองน้ำมันเชื้อเพลิงอุดตันบางส่วน          การแก้ไข   เปลี่ยนกรองน้ำมันเชื้อเพลิง
  -ท่อส่งน้ำมันเชื้อเพลิงอุดตันหรืองอ           การแก้ไข   ทำความสะอาดหรือดัดท่อน้ำมันให้ตรง
  -สปริงปั๊มน้ำมันเชื้อเพลิงอ่อนล้า                การแก้ไข    เปลี่ยนสปริงปั๊มน้ำมันเชื้อเพลิงใหม่
  -แผ่นไดอะแฟรมปั๊มฉีกขาด                        การแก้ไข    เปลี่ยนแผ่นไดอะแฟรมใหม่
  -ลิ้นกันกลับปั๊มน้ำมันเชื้อเพลิงชำรุด           การแก้ไข    ซ่อมแซมหรือเปลี่ยนใหม่
  -ยึดปั๊มน้ำมันไม่แน่น                                   การแก้ไข    ขันโบลด์ยึดปั๊มน้ำมัน
 5.ปั๊มจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงมากหรือมีแรงดันมากเกินไป  สาเหตุและการแก้ไขปั๊มจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงมากหรือมีแรงดันมากเกินไปได้แก่
  -แผ่นไดอะแฟรมปั๊มแข็งเกินไป                  การแก้ไข   ปรับหรือเปลี่ยนไดอะแฟรมใหม่
  -สปริงปั๊มน้ำมันเชื้อเพลิงแข็งเกินไป          การแก้ไข   เปลี่ยนสปริงให้มีความแข็งที่เหมาะสม
  -กระเดื่องปั๊มค้าง ( ไม่มีระยะฟรี )               การแก้ไข   ปรับระยะฟรีกระเดื่องปั๊ม
  6.น้ำมันท่วมในคาร์บูเรเตอร์ สาเหตุและการแก้ไขน้ำมันท่วมในคาร์บูเรเตอร์
   -ระดับลูกลอยสูงเกินไป                          การแก้ไข   ปรับระดับลูกลอยใหม่
   -เข็มลูกลอยปิดไม่สนิท                          การแก้ไข   เปลี่ยนเข็มลูกลอยใหม่
   -ปั๊มน้ำมันเชื้อเพลิงมีแรงดันสูงเกินไป    การแก้ไข   เปลี่ยนปั๊มน้ำมันเชื้อเพลิงให้มีแรงดันต่ำลง
   -ลูกลอยรั่ว                                              การแก้ไข   เปลี่ยนลูกลอยใหม่
 7.เครื่องยนต์สะดุดในขณะเดินเบา สาเหตุและการแก้ไขเครื่องสะดุดในขณะเดินเบา
   -ระดับลูกลอยต่ำเกินไป                          การแก้ไข   ปรับระดับลูกลอย
   -ปั๊มเร่งน้ำมันในคาร์บูเรเตอร์บกพร่อง    การแก้ไข   ตรวจสอบลูกสูบปั๊มเร่ง
   -ท่อส่งน้ำมันอุดตัน                                การแก้ไข   ทำความสะอาด
   -ลิ้นโช๊กปิดเมื่อเครื่องยนต์ร้อน              การแก้ไข   ตรวจสอบระบบโช๊ก
   -ไส้กรองอากาศอุดตัน                           การแก้ไข   เปลี่ยนไส้กรองใหม่
   -วงจรเดินเบาอุดตัน                               การแก้ไข   ล้างทำความสะอาดคาร์บูเรเตอร์
 8.เครื่องยนต์เดินเบาไม่เรียบหรือดับ สาเหตุและการแก้ไขเครื่องยนต์เดินเบาไม่เรียบหรือดับ
   -ปรับรอบเดินเบาไม่ถูกต้อง                  การแก้ไข   ปรับรอบเดินเบาใหม่
   -นมหนูเดินเบาอุดตัน                           การแก้ไข    ล้างทำความสะอาดคาร์บูเรเตอร์
   -ส่วนผสมไอดีไม่ถูกต้อง                      การแก้ไข    ปรับส่วนผสมไอดีให้ถูกต้อง
   -นมหนูไฟฟ้าไม่ทำงาน                       การแก้ไข    ตรวจสอบการทำงานของนมหนูไฟฟ้า
   -ลิ้นโช๊กเปิด (ขณะเครื่องเย็น)             การแก้ไข    ตรวจสอบการทำงานของลิ้นโช๊ก
 9.ส่วนผสมบางในขณะความเร็วคงที่  สาเหตุและการแก้ไขส่วนผสมบางในขณะความเร็วคงที่
   -ระดับลูกลอยต่ำเกินไป                      การแก้ไข   ปรับระดับลูกลอย
   -แรงดันน้ำมันเชื้อเพลิงน้อยเกินไป    การแก้ไข   ตรวจสอบปั๊มน้ำมันเชื้อเพลิง
   -ปั๊มเร่งไม่ทำงาน                               การแก้ไข   เปลี่ยนลูกสูบปั๊มเร่ง
   -ท่อสูญญากาศที่ต่อไปจานจ่ายอุดตัน  การแก้ไข  ล้างทำความสะอาดคาร์บูเรเตอร์
  -นมหนูหลักอุดตัน                               การแก้ไข   ทำความสะอาดคาร์บูเรเตอร์
 10.เครื่องยนต์สตาร์ทติดยาก(เครื่องเย็น) สาเหตุและการแก้ไขเครื่องยนต์ติดยาก
  -โช๊กเปิด                                              การแก้ไข   ตรวจสอบระบบโช๊ก
  -น้ำมันท่วมจากการเหยียบคันเร่งมากขณะสตาร์ท   การแก้ไข   เหยียบคันเร่งให้อยู่ในตำแหน่งเปิดเต็มที่
                                                                                                     และสตาร์ทเครื่องยนต์
  -ไส้กรองอากาศอุดตัน                       การแก้ไข   เปลี่ยนไส้กรองอากาศหรือทำความสะอาด
  -ระดับน้ำมันไม่ถูกต้อง                       การแก้ไข   ปรับระดับน้ำมันให้ถูกต้อง
  -ไม่มีน้ำมันเชื้อเพลิงในคาร์บูเรเตอร์  การแก้ไข   ตรวจสอบระบบน้ำมันเชื้อเพลิง
  -น้ำมันเชื้อเพลิงคุณภาพต่ำ               การแก้ไข   เปลี่ยนน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีคุณภาพ
 11.เครื่องยนต์สตาร์ทติดยาก(เครื่องร้อน) สาเหตุและการแก้ไขเครื่องยนต์สตาร์ทติดยากเนื่องจากเครื่องร้อน
   -เกิดเวเปอร์ล็อค                              การแก้ไข   เปลี่ยนน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีคุณภาพการระเหยตัวต่ำ
   -น้ำมันท่วมเนื่องจากเหยียบคันเร่ง  การแก้ไข   เหยียบคันเร่งให้ลิ้นเร่งเปิดเต็มที่และสตาร์ทเครื่องยนต์
                                                                             จนติด
  -ไส้กรองอากาศอุดตัน                    การแก้ไข   ทำความสะอาดไส้กรองหรือเปลี่ยนใหม่
  -เครื่องยนต์ร้อนจัด                         การแก้ไข   ตรวจสอบระบบหล่อเย็น
  -ลิ้นควบคุมความร้อนจากไสยบกพร่อง  การแก้ไข  ตรวจสอบการทำงานของลิ้นควบคุมความร้อนให้
                                                                                   ทำงานเป็นอิสระ
 12.ปั๊มน้ำมันเชื้อเพลิงมีเสียงดัง(ปั๊มกลไก) สาเหตุและการแก้ไขปั๊มน้ำมันเชื้อเพลิงเสียงดัง(ปั๊มกลไก)ทำได้โดย
  -โบลด์ยึดปั๊มน้ำมันเชื้อเพลิงหลุดหรือคลายตัว     การแก้ไข   ขันโบลด์ยึดปั๊มให้แน่น
  -กระเดื่องปั๊มชำรุด                                                การแก้ไข   เปลี่ยนใหม่
  -สปริงกระเดื่องปั๊มหัก                                           การแก้ไข   เปลี่ยนใหม่
 13.ถังน้ำมันเชื้อเพลิงและท่อส่งน้ำมันเกิดการยุบตัว สาเหตุและการแก้ไข
  -รูระบายอากาศที่ถังน้ำมันอุดตัน                    การแก้ไข   ทำความสะอาด
  -ไส้กรองน้ำมันเชื้อเพลิงที่ถังอุดตัน                การแก้ไข   ทำความสะอาดหรือเปลี่ยนใหม่
  -ท่อส่งน้ำมันถูกบีบ                                         การแก้ไข    เปลี่ยนใหม่
 14.สิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง สาเหตุและการแก้ไขการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง
  -ใช้ความเร็วสูงเกินไป                          การแก้ไข   ระมัดระวังในการใช้ความเร็วสูงนานๆ
  -เร่งความเร็วทันทีทันใด                       การแก้ไข   พยายามอย่าเร่งเครื่องยนต์บ่อยครั้ง
  -บรรทุกภาระมากเกินไป                       การแก้ไข   หลีกเลี่ยงการบรรทุกของหนัก
  -ลมยางอ่อนเกินไป                              การแก้ไข   สูยลมยางให้ได้ตามข้อกำหนด
  -เบรกค้าง                                             การแก้ไข   ปรับเบรก
  -น้ำมันเชื้อเพลิงรั่ว                               การแก้ไข   ตรวจซ่อมรอยรั่ว
  -นมหนูหลักโตเกินไป                           การแก้ไข   เปลี่ยนให้ได้ตามข้อกำหนด
  -โช้กค้าง (ปิดในขณะเครื่องยนต์ร้อน)  การแก้ไข   ตรวจสอบระบบโช้ก
  -ระบบไอเสียอุดตัน                              การแก้ไข   เปลี่ยนหม้อเก็บเสียงใหม่
  -ระดับลูกลอยสูงเกินไป                       การแก้ไข   ปรับระดับลูกลอยใหม่
  -หัวเทียนบกพร่อง                                การแก้ไข   ตรวจสอบหัวเทียน
  -กำลังอัดต่ำ                                        การแก้ไข   ตรวจสอบกำลังอัด
  -คลัตช์ลื่น                                           การแก้ไข    ตรวจสอบการทำงานของคลัตช์
  -จังหวะการจุดระเบิดผิด                      การแก้ไข    ปรับตั้งจังหวะจุดระเบิดให้ถูกต้อง



                                                                         WWW.PCNFORKLIFT.COM

วันจันทร์ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2555

การยกขนสินค้าอย่างปลอดภัย

ข้อควรคำนึงในการขนยกสินค้าเพื่อให้เกิดความปลอดภัย
1.กำลังความสามารถของฟอร์คลิฟท์ ให้ยกวัสดุในอัตราน้ำหนักปลอดภัยสูงสุด โดยให้สินค้าอยู่ในตำแหน่งศูนย์กลางในการยก การยกน้ำหนักเกินส่งผลให้รถยกพังเร็วขึ้น และอาจจะทำให้เกิดอันตราย
2.สินค้าที่บรรทุก(Load) น้ำหนัก ขนาด รูปร่าง มีผลต่อวิธีการยกสินค้า เมื่อยกสินค้ารถจะทรงตัวได้น้อยกว่า การยกสินค้าขณะเคลื่อนที่ไม่ควรยกในระดับสูง ควรยกในระดับ 20 เซนติเมตร ให้ศึกษาพื้นที่ปฏิบัติงาน สิ่งกีดขวาง มุมเลี้ยวและสินค้าที่จะยกก่อนปฏิบัติงาน
3.การตรวจเช็คสินค้าก่อนเริ่มงาน
    -ทราบวิธีการอ่านแผ่นข้อมูลความสามารถในการยก
    -ทราบความสามารถของรถยก อย่ายกเกินที่กำหนด ต้องทราบน้ำหนักสินค้าที่ยก
    -ถ้าสินค้าวางในตำแหน่งที่ไม่ปลอดภัยและถูกต้อง ให้ยกสินค้าใหม่
    -ถ้าพาเลทพังให้นำออกจากการใช้งาน
    -ถ้าสินค้ามีความกว้างหรือยาว อาจจะมองหาทางเดินรถอื่น
    -ถ้าวัสดุที่ยกมีความยาวต่างกัน พยายามวางให้อยู่กลางพาเลทขณะที่ทำการยก
    -จัดตำแหน่งพาเลทเพื่อให้รองรับน้ำหนักสินค้าได้ดีที่สุด และมีความสมดุล
    -ตรวจเช็ครอบสินค้าก่อนยก เพื่อสร้างความมั่นใจว่าไม่กระทบต่อคน

WWW.PCNFORKLIFT.COM

วันอังคารที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2554

เกี่ยวกับรถ forklift

รถยก หรือ "โฟร์คลิฟท์" หรือ "ฟอร์คลิฟท์" มาจากคำภาษา
อังกฤษว่า "FORKLIFT" ซึ่งเป็นการผสมคำสองคำ คือ "FORK"
ที่แปลว่า "ช้อนส้อม" และ คำว่า "LIFT" ที่แปลว่า "การขึ้นลงในแนว

ประเภทและชนิดของ.. รถยก

รถยกแบ่งออกตามประเภทของต้นกำลังขับเคลื่อนได้ 2 ประเภท คือ
          1.  ENGINE FORKLIFT รถยกที่ใช้เครื่องยนต์เป็นต้นกำลัง โดยใช้นำมันเป็นเชื้อเพลิง
รถยกประเภทนี้สามารถแบ่งออกตามชนิดเชื้อเพลิงที่ใช้ได้ 3 ประเภท คือ
                    1.1)  DIESEL ENGINE (เครื่องยนต์ดีเซล)
                    1.2)  GASOLINE ENGINE (เครื่องยนต์แก๊สโซลีน)
                    1.3)  L.P.G. ENGINE (เครื่องยนต์แก๊ส L.P.G.)
นอกจากนั้นรถยกที่ใช้เครื่องยนต์เป็นต้นกำลัง สามารถแบ่งตามระบบส่งกำลังได้ 2 ประเภท
          -  ระบบส่งกำลังด้วยทอร์ค (TOROFLOW TRANSMISSION)
          -  ระบบส่งกำลังด้วยคลัทซ์ (DIRECT DRIVE)
           2.  BATTERY FORKLIFT รถยกไฟฟ้าใช้มอเตอร์เป็นต้นกำลังขับเคลื่อนโดยได้รับกระแสไฟฟ้ามาจากแบตเตอรี่
ระยกไฟฟ้าสามารถแบ่งตามลักษณะโครงสร้างภายนอกได้เป็น 2 แบบ คือ
          -  แบบ COUNTER BALANCIT (แบบนั่งขับ)
          -  แบบ REACH TURCK (แบบยืนขับ)
:: อุปกรณ์และชิ้นส่วนต่าง ๆ ของรถยก
           1.  เสารถยก (Mast) คือ อุปกรณ์รางเลื่อนให้งาขึ้น-ลง โดยทั่วไปเสารถยกจะมี 2 ท่อน ซึ่งยกได้ประมาณ 3 เมตร แต่ถ้าต้องการยกได้สูประมาณ 5-6 เมตร จะต้องเปลี่ยนเสาให้สูงขึ้น หรือ ใช้เสา 3 ท่อน Full Free Mast คือ อุปกรณ์พิเศษของเสา เป็นเสาที่สามารถนำไปใช้ในสถานที่ที่มีความจำกัด
          2.  กระบอกไฮดรอลิค (Hydraulic) โดยมาตราฐาน รถยกจะมีกระบอกไฮดรอลิคอยู่จำนวน 3 ชุด ดังนี้
                    2.1)  กระบอกยก คือ กระบอกไฮดรอลิคที่ทำหน้าที่ยกงาขึ้นลง มีสองกระบอก
                    2.2)  กระบอกคว่ำ-หงาย คือ กระบอกไฮดรอลิคที่ทำหน้าที่เอียงเสาไปหน้าและหลัง มีสองกระบอก
                    2.3)  กระบอกบังคับเลี้ยว คือ กระบอกไอดรอลิคที่ทำหน้าที่บังคับการเลี้ยวของรถยก มีหนึ่งกระบอก
          3.  งารถยก (Fork) คือ อุปกรณ์ที่ใช้ยกสัมภาระต่าง ๆ และงารถยกยังเป็นอุปกรณ์ที่ "อันตราย" ที่สุด งานของรถยกมีหลายประเภท ขึ้นอยู่กับลักษณะของสัมภาระที่จะยก
          4.  ล้อหน้า (Front Wheel) คือ ล้อที่มีหน้าที่ 3 ประการ ดังนี้
                    4.1)  รับน้ำหนักบรรทุก หรือ ล้อโหลด
                    4.2)  ขับเคลื่อน
                    4.3)  เบรค
ล้อของรถยกไฟฟ้าแบบยืนขับ จะมีล้ออยู่ 3 ชนิด ดังนี้
          -  ล้อรับน้ำหนักบรรทุก หรือ ล้อโหลด
          -  ล้อขับเคลื่อน
          -  ล้อประคอง
          5.  ล้อหลัง (Rear Wheel) คือ ล้อที่ทำหน้าที่บังคับเลี้ยวเพียงอย่างเดียว
:: ทำไมเราต้องตรวจสภาพรถยก ก่อน และ หลัง การใช้งาน
          1.  เพื่อให้รถยกมีสภาพพร้อมใช้งาน
          2.  เพื่อความปลอดภัยของคนขับรถยกและผู้ร่วมงาน
          3.  เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายให้กับองค์กร
:: การสังเกตุการทำงานของรถยก
          การสังเกตุการทำงานของรถยก หมายถึง ในขณะที่ใช้งานรถยกระหว่างวัน จะต้องคอยสังเกตการทำงานของอุปกรณ์ต่าง ๆ ของรถยกด้วย ว่ามีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นหรือไม่ เช่น
          1.)  การทำงานของเบรค เช่น เมื่อใช้เบรคจะมีเสียงดัง หรือ เบรคไม่อยู่
          2.)  การทำงานของเครื่องยนต์ เช่น เร่งเครื่องแล้วสะดุด หรือ มีเสียงผิดปกติ
          3.)  สังเกตุเกย์วัดอุณหภูมิของเครื่องยนต์อยู่เสมอ ถ้าพบสิ่งผิดปกติจะต้องรีบดำเนินการแก้ไข
          4.)  สังเกตุการทำงานของระบบไฮดรอลิค เช่น เวลายกสัมภาระจะต้องเร่งเครื่องยนต์มากขึ้น หรือ เวลาเลี้ยวใช้แรงมากขึ้น
:: การจ่ายไฟของแบตเตอรี่รถยก
          เมื่อ Cell แบตเตอรรี่ถูกชาร์ด้วยพลังงานไฟฟ้า Cell จะเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานเคมี และเก็บรักษาไว้ เมื่อทำการจ่ายไฟ Cell จะเปลี่ยนพลังงานเคมีกลับเป็นพลังงานไฟฟ้า และสำหรับ Cell ที่ใช้เป็นพลังงานขับเคลื่อนรถโฟร์คลิฟท์ คือ แบตเตอรี่ชนิด ตะกั่ว + กรด (Lead acid storage batterry)
:: ข้อดีของการใช้แบตเตอรี่ชนิด ตะกั่ว + กรด
          1.)  สามารถเก็บพลังงานและนำไปใช้ในสถานที่ต่าง ๆ ได้ โดยไม่มีสายไฟต่อพลังงานไฟฟ้าจากที่อื่น
          2.)  เป็นกระแสไฟฟ้า DC ที่ไหลสม่ำเสมอ ซึ่งเป็นผลดีต่อ Speed controller ในการขับเคลื่อนมอเตอร์
          3.)  มีความคงทน และอายุยาวนาน ทนต่อการสั่นสะเทือนและแรงกระแทกได้ดี
          4.)  ไม่มีเสียงดังรบกวนในขณะใช้งาน ซึ่งเป็นการป้องกันมลภาวะทางเสียงและอากาศ
          5.)  เป็นการง่ายในการดูแลบำรุงรักษา และการนำไปใช้งาน โดยผู้ใช้งานที่ไม่ต้องมีความรู้มากนัก และการดูแลก็เพียงแต่เตรียมน้ำกลั่นไว้เติมเมื่อระดับนำกรดพร่องเท่านั้น
:: การบำรุงรักษาแบตเตอรี่และข้อควรระวังในการชาร์จแบตเตอรี่
          1.)  อายุการใช้งานของแบตเตอรี่ขึ้นอยู่กับจำนวนครั้งในการชาร์จ ดังนั้น ควรจะชาร์จแบตเตอรี่ก็ต่อเมื่อได้ใช้กระแสไฟฟ้าใกล้จะหมด และในการชาร์จแต่ละครั้งจะต้องชาร์จต่อเนื่องเป็นเวลา 8 ชั่วโมงติดต่อกัน
          2.)  บริเวณที่ใช้เป็นที่ชาร์จแบตเตอรี่จะต้องเป็นสถานที่ที่อากาศสามารถถ่ายเทได้ดี เนื่องจากในขณะที่ชาร์จ น้ำกลั่นจะระเหยออกมา
          3.)  ก่อนทำการชาร์จแบตเตอรี่จะต้องเปิดฝาจุดเติมน้ำกลั่น เพื่อตรวจเช็คระดับน้ำกลั่นให้อยู่ในระดับพอดี และตรวจสอบสภาพปลั๊กไฟว่าอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ ไม่ชำรุด หรือแตกร้าว หรือไม่ถ้าชำรุดจะต้องดำเนินการแก้ไขก่อนทำการชาร์จ
          4.)  จะต้องเสียบปลั๊กของแบตเตอรี่กับตู้ชาร์จให้แน่น เพื่อไม่ให้เกิดการอาร์ดของกระแสไฟ
          5.)  จะต้องตรวจสอบขั้ว สะถานไฟ สายไฟ ของแบตเตอรี่ให้อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์
          6.)  ถ้าขั้วแบตเตอรี่ และผิวของแบตเตอรี่ด้านบนสกปรก หรือมีขี้เกลือเกาะให้ทำความสะอาดด้วยน้ำร้อน และเช็ดให้แห้ง
          7.) ควรให้ช่างผู้ชำนาญงานตรวจเช็คค่าถ่วงนำเพาะ และแรงดันของเซลล์แบตเตอรี่แต่ละเซลล์ว่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานหรือไม่ อย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง
:: วิธีการชาร์จแบตเตอรี่รถยก
วิธีการชาร์จแบตเตอรี่ มี 2 วิธี คือ
          1.)  NORMAL CHARGER คือ การชาร์จแบตเตอรี่ตามปกติโดยเราจะใช้การชาร์จแบบนี้เป็นประจำวัน โดยจะชาร์จหลังจากเลิกใช้รถยกในแต่ละวัน
          2.)  EQUAL CHARGER คือ การชาร์จแบตเตอรี่เพื่อปรับความถ่วงจำเพาะของน้ำกรดในแต่ละเซลล์ให้ใกล้เคียงกันทั้งนี้เนื่องจากเมื่อเราใช้งานไปหลาย ๆ วัน ค่าถ่วงจำเพาะของน้ำกรดจะไม่เท่ากัน ฉะนั้นจึงต้องทำ EQUAL CHARGER 1 ครั้ง การชาร์จแบบนี้ กระแสไฟจะเข้าไปชาร์จอยู่นานกว่าแบบ NORMAL ควรทำ EQUAL ทุก ๆ 2 สัปดาห์ ห้ามใชEQUAL CHARGER เป็นประจำทุกวัน เพราะจะทำให้แบตเตอรี่ร้อนจัดและเสื่อมเร็วขึ้น
:: วิธีการชาร์จแบตเตอรี่ประจำวัน
          1.)  ปิดสวิทซ์กุญแจของรถยกมาที่ตำแหน่ง OFF ก่อนจะทำการชาร์จ
          2.)  ปลดปลั๊กแบตเตอรี่จากตัวรถยก และนำปลั๊กของแบตเตอรี่มาเสียบต่อกับปลั๊กของตู้ชาร์จ โดยจะต้องเสียบให้แน่น และเปิดฝาครอบเซลล์ทุกเซลล์ในขณะทำการชาร์จ
          3.)  จ่ายกระแสไฟเข้าเครื่องชาร์จเจอร์
          4.)  กดปุ่ม NORMAL เพื่อเริ่มต้นชาร์จ โดยชาร์จเจอร์จะทำการชาร์จไปเรื่อย ๆ จนแบตเตอรี่เต็ม (VOLTAGE แต่ละเซลล์ประมาณ 24 โวลต์) หลังจากกระแสไฟจะสว่างขึ้น และการชาร์จก็จะทำงานต่อไปประมาณ 4 ชั่วโมง เมื่อครบ 4 ชั่วโมง ไฟบนตำแหน่ง UP ก็จะสว่างขึ้น แสดงว่าการชาร์จเสร็จสมบูรณ์ ตู้ชาร์จก็จะหยุดการชาร์จโดยอัตโนมัติ ก้อให้เปิดตู้ชาร์จและนำแบตเตอรี่ไปใช้งานได้
:: การบำรุงรักษาประจำวัน
ก่อนติดเครื่อง
          1. ตรวจดูความสะอาดภายนอก
          2. ตรวจระดับน้ำในหม้อน้ำและหม้อพักน้ำ
          3. ตรวจระดับน้ำมันเครื่อง       
          4. ตรวจดูระดับน้ำมันเชื้อเพลิง
          5. ตรวจดูระดับน้ำมันเกียร์อัตโนมัติ       
          6. ตรวจระดับน้ำมันไฮโดรลิค
          7. ตรวจระดับน้ำมันเกียร์พวงมาลัย
          8. ตรวจดูระดับน้ำมันเบรค
          9. ตรวจระดับน้ำกลั่นแบตเตอรี่
          10. ตรวจความตึงของสายพานเครื่องยนต์
          11. ตรวจการทำงานของเบรคมือและขาเบรค
          12. ตรวจระบบสัญญาณไฟเลี้ยว ไฟถอยหลัง ไฟส่องสว่างและสัญญาณแตร
          13. ตรวจสภาพความตึงของโซ่ยกของ
          14. ตรวจสภาพยาง
          15. ตรวจวัดลมยางและเติมให้ได้แรงดันตามที่กำหนดไว้
          16. ตรวจรอยรั่วซึมตามจุดต่าง ๆ
หลังติดเครื่อง          1. ตรวจเช็คว่ามีเสียงดังผิดปกติจากเครื่องยนตืหรือไม่
          2. ตรวจดูไฟที่หน้าปัดดับหมดหรือไม่
          3. ตรวจระยะฟรีของพวงมาลัยและการบังคับเลี้ยว
          4. ตรวจการทำงานของชุดควบคุมอุปกรณ์ยกงาว่าทำงานเรียบร้อยหรือไม่
หลังการใช้งาน ขณะเครื่องยนต์ยังติดอยู่
          1. จอดรถในสถานที่จอดรถกำหนดไว้
          2. ลดงาของรถให้อยู่ในแนวราบกับพื้นโรงงาน
          3. ล็อคเบรคมือให้เรียบร้อย
          4. หล่อลื่นตามจุดต่าง ๆ ให้เรียบร้อย เช่น โซ่ยกของ ชุดแผ่นทองเหลืองหลังเสา
          5. ตรวจเช็คดูการรั่วซึมจากการใช้งาน เช่น น้ำมันไฮโดรลิค น้ำมันเกียร์ น้ำมันเครื่อง และน้ำในหม้อน้ำ
          6. ตรวจเช็คฟังเสียงว่ามีเสียงอะไรผิดปกติหรือไม่
          7. หลังจากการใช้งาน ควรปล่อยให้เครื่องยนต์เดินเบาในตำแหน่งเกียร์ว่างประมาณ 3 นาที จึงค่อยดับเครื่องยนต์

หลังดับเครื่องยนต์          1. เติมน้ำมันให้เต็มถังเพื่อพร้อมการใช้งานในวันต่อไป
          2. ปลดเกียร์ว่างไว้เสมอ และดึงลูกกุญแจรถออกเก็บ
WWW.PCNFORKLIFT.COM

forklift

Forklift  1. เสารถยก (Mast) คือ อุปกรณ์รางเลื่อนให้งาขึ้น-ลง โดยทั่วไปเสารถยกจะมี 2 ท่อน ซึ่งยกได้ประมาณ 3 เมตร แต่ถ้าต้องการยกได้สูประมาณ 5-6 เมตร จะต้องเปลี่ยนเสาให้สูงขึ้น หรือ ใช้เสา 3 ท่อน Full Free Mast คือ อุปกรณ์พิเศษของเสา เป็นเสาที่สามารถนำไปใช้ในสถานที่ที่มีความจำกัด
2. กระบอกไฮดรอลิค (Hydraulic) โดยมาตราฐาน รถยกจะมีกระบอกไฮดรอลิคอยู่จำนวน 3 ชุด ดังนี้
2.1) กระบอกยก คือ กระบอกไฮดรอลิคที่ทำหน้าที่ยกงาขึ้นลง มีสองกระบอก
2.2) กระบอกคว่ำ-หงาย คือ กระบอกไฮดรอลิคที่ทำหน้าที่เอียงเสาไปหน้าและหลัง มีสองกระบอก
2.3) กระบอกบังคับเลี้ยว คือ กระบอกไอดรอลิคที่ทำหน้าที่บังคับการเลี้ยวของรถยก มีหนึ่งกระบอก
3. งารถยก (Fork) คือ อุปกรณ์ที่ใช้ยกสัมภาระต่าง ๆ และงารถยกยังเป็นอุปกรณ์ที่ \”อันตราย\” ที่สุด งานของรถยกมีหลายประเภท ขึ้นอยู่กับลักษณะของสัมภาระที่จะยก
4. ล้อหน้า (Front Wheel) คือ ล้อที่มีหน้าที่ 3 ประการ ดังนี้
4.1) รับน้ำหนักบรรทุก หรือ ล้อโหลด
4.2) ขับเคลื่อน
4.3) เบรค
ล้อของรถยกไฟฟ้าแบบยืนขับ จะมีล้ออยู่ 3 ชนิด ดังนี้
- ล้อรับน้ำหนักบรรทุก หรือ ล้อโหลด
- ล้อขับเคลื่อน
- ล้อประคอง
5. ล้อหลัง (Rear Wheel) คือ ล้อที่ทำหน้าที่บังคับเลี้ยวเพียงอย่างเดียว
:: ทำไมเราต้องตรวจสภาพรถยก ก่อน และ หลัง การใช้งาน
1. เพื่อให้รถยกมีสภาพพร้อมใช้งาน
2. เพื่อความปลอดภัยของคนขับรถยกและผู้ร่วมงาน
3. เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายให้กับองค์กร
WWW.PCNFORKLIFT.COM

รถฟอร์คลิฟต์ - รถแบคโฮ

คำทับศัพท์ที่คนไทยมักเขียนผิดรถฟอร์คลิฟต์ - รถแบคโฮ คำทับศัพท์จากภาษาต่างประเทศที่คนไทยมักเขียนผิดนั้นมีหลายคำ แต่คำว่า "รถฟอร์คลิฟต์" และ "รถแบคโฮ" ที่ผมยกมาเป็นหัวข้อสัปดาห์นี้เป็นคำที่เขียนผิดกันบ่อยมาก และยังผิดได้หลายรูปแบบทั้งการเขียนไปจนถึงการออกเสียง สาเหตุใหญ่คาดว่าจะเป็นเพราะคนไทยหลายคนไม่รู้จักคำศัพท์ต่างประเทศ

ซึ่งเป็นที่มาของคำดังกล่าวอย่างลึกซึ้ง จึงพูดและเขียนเอาตามที่ตนเองเข้าใจ ดังนั้น เพื่อให้ท่านผู้อ่านเข้าใจคำศัพท์ต่างประเทศมากขึ้นและเขียนคำทับศัพท์ได้อย่างถูกต้อง ผมจึงใคร่ขออธิบายคำว่า "รถฟอร์คลิฟต์" และ "รถแบคโฮ" ดังนี้ครับ

"รถฟอร์คลิฟต์" มาจากภาษาอังกฤษว่า forklift มีชื่อไทยว่า "รถยกไฟฟ้า" (แต่ไม่นิยมใช่) เป็นรถใช้ในงานอุตสาหกรรม มีขนาดเล็ก ด้านหน้ารถมีเหล็กลักษณะคล้ายส้อมสำหรับใช้สอดใต้สิ่งของเพื่อยกขึ้น นี่คือที่มาของ ชื่อ forklift (fork=ส้อม, lift=ยก) คำนี้ ต้องเขียนทับศัพท์ตามคำอ่านภาษาอังกฤษว่า "ฟอร์คลิฟต์" แต่หลายคนมักเขียนผิดเป็น "ฟอร์คลิฟต์" หรือ "โฟล์คลิฟต์" โดยเฉพาะอย่างหลังนี้ อาจมาจากการเข้าใจผิดคิดว่ารถดังกล่าวผลิตโดยบริษัทโฟล์คสวาเก้น (Volkswagen) ในประเทศเยอรมนีโน่นแน่ะครับ

ส่วน "รถแบคโฮ" มาจากภาษาอังกฤษเต็มๆ ว่า backhoe loader มีชื่อไทยคือ "รถขุดหลังตักหน้า" (แต่คนไม่นิยมใช้เช่นกัน) เป็นรถแทรคเตอร์ใช้ในงานก่อสร้าง ด้านหน้าเป็นที่ตักดิน ส่วนด้านหลังเป็นมือขุด ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ backhoe (back=หลัง, hoe=ขุด) คำว่า"รถแบคโฮ" คนไทยมักอ่านและเขียนผิดเป็น "แบคโค", "แบคโคร", "แมคโค", "แมคโฮ" และอื่นๆ อีกมากแล้วแต่ความเข้าใจผิดของผู้ใช้

WWW.PCNFORKLIFT.COM

Fork lift

Fork lift : warehouse handleing equipment

ที่มา : http://logisticspro.blogspot.com/2009/04/fork-lift-warehouse-handleing-equipment.html
Fork lift : warehouse handleing equipment
Fork lift คือ เครื่องยนต์ที่สามารถเคลื่อนที่ได้ส่วนและเป็นเครื่องมือเครื่องที่ใช้ในการเคลื่อนย้ายสินค้าใน warehouse

Forklift ส่วนใหญ่จะนำมาใช้ใน warehouse ที่มาการวาง design เป็น rack ทรงสูง 4-7 เมตรและจะเหมาะกับการ เคลื่อนย้ายสินค้าที่มีน้ำหนักมากและต้องจัดเก็บสูง ๆ

ขนาด ของ fork lift ส่วนใหญ่จะเรียกตามน้ำหนักที่สามารถยกได้มากสุดเช่น
- fork lift 1 ตัน , 1.5 ตัน , 2 ตัน , 2.5 ตัน , 3 ตัน , 5 ตัน หรือ 10 ตันเป็นต้น

รถ forklift ที่จะนำมาบรรจุ ตู้ container ควรจะเป็นแบบ ไม่เกิน 3 ตัน เพราะถ้ามากกว่านี้ขนาดของรถจะใหญ่ จะไม่สามารถเข้าตู้เพื่อบรรจุสินค้าได้

ก่อนทำการเลือกเช่า fork lift ควรจะเลือกให้เหมาะสมกับงานโดยจะต้องมีหัวข้อในการเลือก พิจารณา ดังนี้

Ø ระยะของงาสูงสุด คือสารมารถที่จะยกสินค้าได้สูงสุดกี่เมตร
Ø น้ำหนักของสินค้าที่ยกได้
Ø แบบ Diesel หรือ gas แต่ปัจจุบันจะนิยมใช้ forklift ในแบบที่เป็น gas มากกว่าเพราะต้ค่าใช้จ่ายโดยรวมแล้วถูกกว่า
Ø บริการหลังการขาย หรือ maintenance service ส่วนใหญ่ forklift ที่ใช้ในงาน logistics ในหลายๆ โรงงานเองก็นิยมใช้เป็นแบบเช่า(ซะส่วนใหญ่ เนื่องจาก skill การซ่อมจะสู้ทางผู้จัดจำหน่ายตรงไม่ได้) และต้องทำสัญญาเช่ากันให้ชัดเจน เพราะถือว่า fork lift เองเป็น อุปกรณ์ที่สำคัญมาก ถ้า forklift เสีย งาน operation นส่วนนั้น ๆ ก็จะหยุดตามไปด้วย
Ø กรณีที่นำมาใช้ในการ load สินค้า ก็ควรจะ ระบุด้วยว่าเราจะ เลือก เสางาเป็น แบบไหน fix หรือ เลื่อนขึ้นลงได้
Ø กรณีที่นำมาใช้กับสินค้าที่มีขนาดต่างกันมาก มาก ก็ควรจะระบุลงไปว่า เป็นแบบงาสามารถ slide ได้และปรับได้

WWW.PCNFORKLIFT.COM

forklift truck

รถ Forklift ถือเป็นเครื่องจักรที่สำคัญ ในวงการอุตสาหกรรมทั่วไป เนื่องจาก ปัจจุบันสินค้าในโกดัง มักมีการจัดเก็บและขนย้ายเป็นแบบ Pallet เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บ (Storage) และเพิ่มผล ผลิต (Productivity or Throughput) ซึ่ง Pallet ที่ว่านี้มีขนาด รูปร่างและน้ำหนัก ที่จำเป็นจะต้องใช้รถ Forklift  ขนย้ายจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง ทั้งในทางราบและแนวดิ่งคือสูงจากพื้นขึ้นไป  ดังนั้นเราจึงจำเป็นที่จะต้องทำความรู้จักและเรียนรู้การใช้ รถ Forklift อย่างถูกวิธี ส่งผลให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
          ประเภทและชนิดของ.. Forklift
Forklift แบ่งออกตามประเภทของต้นกำลังขับเคลื่อนได้ 2 ประเภท คือ 
          1.  ENGINE FORKLIFT คือ
Forklift  ที่ใช้เครื่องยนต์ เป็นต้น กำลัง โดยใช้นำมันเป็นเชื้อเพลิงเป็นตัวขับเคลื่อน Forklift ประเภทนี้สามารถแบ่งออกตามชนิดเชื้อเพลิงที่ใช้ได้ 3 ประเภท คือ
                    1.1)  DIESEL ENGINE  เป็น
Forklift ที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซลในการขับเคลื่อน
                    1.2)  GASOLINE ENGINE  เป็น
Forklift ที่ใช้เครื่องยนต์แก๊สโซลีนในการขับเคลื่อน
                    1.3)  L.P.G. ENGINE เป็น
Forklift ที่ใช้เครื่องยนต์แก๊ส L.P.G. ในการขับเคลื่อน
นอกจากนั้น Forklift ที่ใช้เครื่องยนต์เป็นต้นกำลัง ยังสามารถแบ่งตามระบบส่งกำลังได้เป็น  2 ประเภทคือ
          -  ระบบส่งกำลังด้วยทอร์ค (TOROFLOW TRANSMISSION)
          -  ระบบส่งกำลังด้วยคลัทซ์ (DIRECT DRIVE) 

           2.   BATTERY FORKLIFT คือ
Forklift ที่ไฟฟ้าใช้มอเตอร์เป็นต้นกำลังขับเคลื่อนโดยได้รับกระแสไฟฟ้ามาจากแบตเตอรี่ Forkliftนี้ ไฟฟ้าสามารถแบ่งตามลักษณะโครงสร้างภายนอกได้เป็น 2 แบบ คือ
          -  แบบ COUNTER BALANCIT (แบบนั่งขับ)
          -  แบบ REACH TURCK (แบบยืนขับ)
อุปกรณ์และชิ้นส่วนต่าง ๆของ Forklift
         1.  เสาForklift (Mast) คือ อุปกรณ์รางเลื่อนให้งาขึ้น-ลง โดยทั่วไปเสารถยกจะมี 2 ท่อน ซึ่งยกได้ประมาณ 3 เมตร แต่ถ้าต้องการยกได้สูงประมาณ 5-6 เมตร จะต้องเปลี่ยนเสาให้สูงขึ้น หรือ ใช้เสา 3 ท่อน Full Free Mast คือ อุปกรณ์พิเศษของเสา เป็นเสาที่สามารถนำไปใช้ในสถานที่ที่มีความจำกัด
          2.  กระบอกไฮดรอลิค (Hydraulic) โดยมาตรฐาน
Forkliftจะมีกระบอกไฮดรอลิคอยู่จำนวน 3 ชุด ดังนี้
                    2.1)  กระบอกยก คือ กระบอกไฮดรอลิคที่ทำหน้าที่ยกงาขึ้นลง มีสองกระบอก
                    2.2)  กระบอกคว่ำ-หงาย คือ กระบอกไฮดรอลิคที่ทำหน้าที่เอียงเสาไปหน้าและหลัง มีสองกระบอก
                    2.3)  กระบอกบังคับเลี้ยว คือ กระบอกไฮดรอลิคที่ทำหน้าที่บังคับการเลี้ยวของรถยก มีหนึ่งกระบอก
          3.  งา
Forklift (Fork) คือ อุปกรณ์ที่ใช้ยกสัมภาระต่าง ๆ และงารถยกยังเป็นอุปกรณ์ที่ "อันตราย" ที่สุด งานของรถForklitf มีหลายประเภท ขึ้นอยู่กับลักษณะของสัมภาระที่จะยก
          4.  ล้อหน้า (Front Wheel) คือ ล้อที่มีหน้าที่ 3 ประการ ดังนี้
                    4.1)  รับน้ำหนักบรรทุก หรือ ล้อโหลด
                    4.2)  ขับเคลื่อน
                    4.3)  เบรค
ล้อของ
Forkliftไฟฟ้าแบบยืนขับ จะมีล้ออยู่ 3 ชนิด ดังนี้
          -  ล้อรับน้ำหนักบรรทุก หรือ ล้อโหลด
          -  ล้อขับเคลื่อน
          -  ล้อประคอง
          5.  ล้อหลัง (Rear Wheel) คือ ล้อที่ทำหน้าที่บังคับเลี้ยวเพียงอย่างเดียว
ในการทำงานระหว่างวันจะต้องมีการสังเกตุการทำงานของForklift และอุปกรณ์ต่าง ๆ ด้วย ว่ามีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นหรือไม่เช่น
          1.)  การทำงานของเบรค เช่น เมื่อใช้เบรคจะมีเสียงดัง หรือ เบรกไม่อยู่ ต้องรีบทำการตั้งเบรคใหม่
          2.)  การทำงานของเครื่องยนต์ เช่น เร่งเครื่องแล้วสะดุด หรือ มีเสียงผิดปกติ ต้องทำการแก้ไข
          3.)  สังเกตุเกย์วัดอุณหภูมิของเครื่องยนต์อยู่เสมอ ถ้าพบสิ่งผิดปกติจะต้องรีบดำเนินการแก้ไข
          4.)  สังเกตุการทำงานของระบบไฮดรอลิค เช่น เวลายกสัมภาระจะต้องเร่งเครื่องยนต์มากขึ้น หรือ เวลาเลี้ยวใช้แรงมากขึ้น ต้องตรวจสอบให้ระบบดังกล่าวกลับมาอยู่ในสภาพปกติ เพื่อให้สามารถทำงานได้อย่างราบรื่น ปลอดภัยลดอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นจากความเสื่อมสภาพ  เป็นการบำรุงรักษาและยืดอายุการใช้งานของ
Forklift ไปได้ในตัวโดย
ก่อนติดเครื่อง           1. ตรวจดูความสะอาดภายนอก
          2. ตรวจระดับน้ำในหม้อน้ำและหม้อพักน้ำ
          3. ตรวจระดับน้ำมันเครื่อง        
          4. ตรวจดูระดับน้ำมันเชื้อเพลิง
          5. ตรวจดูระดับน้ำมันเกียร์อัตโนมัติ        
          6. ตรวจระดับน้ำมันไฮโดรลิค
          7. ตรวจระดับน้ำมันเกียร์พวงมาลัย
          8. ตรวจดูระดับน้ำมันเบรค
          9. ตรวจระดับน้ำกลั่นแบตเตอรี่
          10. ตรวจความตึงของสายพานเครื่องยนต์
          11. ตรวจการทำงานของเบรคมือและขาเบรค
          12. ตรวจระบบสัญญาณไฟเลี้ยว ไฟถอยหลัง ไฟส่องสว่างและสัญญาณแตร
          13. ตรวจสภาพความตึงของโซ่ยกของ
          14. ตรวจสภาพยาง
          15. ตรวจวัดลมยางและเติมให้ได้แรงดันตามที่กำหนดไว้
          16. ตรวจรอยรั่วซึมตามจุดต่าง ๆ
หลังติดเครื่อง
          1. ตรวจเช็คว่ามีเสียงดังผิดปกติจากเครื่องยนต์หรือไม่
          2. ตรวจดูไฟที่หน้าปัดดับหมดหรือไม่
          3. ตรวจระยะฟรีของพวงมาลัยและการบังคับเลี้ยว
          4. ตรวจการทำงานของชุดควบคุมอุปกรณ์ยกงาว่าทำงานเรียบร้อยหรือไม่
ลักษณะการเลือกใช้งาน
การเลือกใช้งานรถ Forklift นอกจากจะเลือกให้ถูกประเภทและลักษณะของงานแล้ว ยังต้องคำนึงถึง รูป ร่าง ขนาด และน้ำหนักของหน่วยนับ (Unit Load) ต้องเลือกให้ขนาดวงเสี้ยวให้เหมาะสมกับช่องทางเดินระหว่างชั้น วางสินค้า (Aisle Width และ Transfer Aisle Width) ความสูง (Lift Height) ลักษณะการวางสินค้าบน ชั้น จำนวนชั่วโมง และจำนวนที่จะใช้งาน ประตูทางเข้า-ออก และพื้น โดยคำนึงถึงประสิทธิภาพจากการใช้ งาน ซึ่งก็คือ ผลผลิต (Productivity หรือ Throughput) เป็นสำคัญ
             รถ Forklift นั้นจะว่าไปก็ถือเป็นเครื่องจักรชนิดหนึ่งที่มีต้นทุนสูง หากเราทำความเข้าใจแก้ไขซ่อมบำรุงไม่ถูกวิธี บางครั้งเจ้ารถยกมากความสามารถดังกล่าวก็ อาจเพิ่มปัญหาให้กับผู้ประกอบการมากกว่าจะมาช่วยแบ่งเบาภาระ ปัจจุบันจึงมีบริษัทที่มีความชำนาญในด้านForklift โดยเฉพาะ อาสาทำหน้าที่ทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับรถยกอัจฉริยะเหล่านี้แทนคุณ เริ่มตั้งแต่
              ·        จำหน่ายรถ Forklift ใหม่ทุกยี่ห้อพร้อมบริการส่งถึงที่
              ·        จำหน่ายรถ Forklift มือสองพร้อมบริการเช่ารถ Forklift รายวัน/เดือน/ปี
              ·        จำหน่ายเครื่องยนต์รถ Forklift ทุกชนิดทุกยี่ห้อ
              ·        จำหน่ายอะไหล่รถ Forklift ไฟฟ้า-นำมันทุกยี่ห้อ
         ·        บริการซ่อม-บำรุงรถ Forklift โดยช่างผู้ชำนาญ
               ·        บริการขนย้ายรถ Forklift และเครื่องจักรหนักทั่วประเทศ

WWW.PCNFORKLIFT.COM